ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน3

 

 

 *เอ็นทรี่นี้คือวันที่4นะคะ

วันที่1-3อยู่ด้านล่าง

ต้องอ่านไล่ขึ้นมาจากข้างล่างจ๊า

 

 

 

———————————————————————-

 

 

วันที่4 – คงคามหานที ล่องเรือ แถมช็อปปิ้งเล็กๆน้อยๆ

แล้วขึ้นเครื่องกลับบ้าน

 

 

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้าย

ตื่นตั้งแต่ไก่ยังเฝ้าพระอินทร์กันอยู่เลย เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำคงคา

แต่ๆๆๆ…ยายของหนูตื่นก่อนนาฬิกาปลุกอีกค่ะท่านผู้ชม!

ปลุกเรามาอาบน้ำได้อ่ะค่ะ ในขณะที่คนอื่นๆแค่ล้างหน้าแปรงฟันกันเอง

เสร็จก็ลงไปที่ล็อบบี้ ดรอปกุญแจแล้วก็มานั่งซดกาแฟคนละถ้วย

จากนั้นก็ขึ้นรถไปบัส ตรงไปยังแม่น้ำคงคาทันที

ถึงบริเวณรถเข้าไม่ได้ละ ก็ต้องลงเดินกัน ไกด์ก็แจกหน้ากากอนามัยคนละชิ้น

ปิดปากปิดจมูกไว้เพราะเหม็นขี้วัว55+ ก็คนฮินดูเค้าบูชาวัวนี่นา

อย่านะจ๊ะ! อย่าคิดแม้แต่จะกินเนื้อแดดเดียว เจอเละแน่ๆ

ที่นั่นเค้ามีเทพเป็นใบกะเพราะด้วยนะ ชื่อพระนางตุนสี

ตอนพระอาจารย์ไปอยู่ใหม่ๆ บอกทำผัดกะเพรา ก็มีคนเชิญพระอาจารย์ขึ้นโรงพักมาแล้วนะคะ

คิดดูแค่ใบกะเพรายังขึ้นโรงพัก แล้ววัวเนี่ย ไม่ประหาร7ชั่วโคตรเลยรึไงกัน

แค่คิดก็….จึ๊กกะดึ๋ยแล้วค่ะ กินมังดีกว่า "กินมังหมกทุกอย่างเลย"5555+

 

 

 

 

 

 

(บรรยากาศตลาดอินเดียยามเช้า ก่อนฟ้าสาง)

 

(วัว…ที่มาของกลิ่นหอมชื่นใจยามเช้า)

 

 

ว๊าย…นอกเรื่องไปมาก เรามาถึงทางไปแม่น้ำคงคาแล้วใช่มั้ยคะ

ก็เดินกันไปเรื่อยๆ เห็นวิถีชีวิตของชาวอินเดียในยามเช้าตรู่

และก็ไปสะดุดตากับลุงแขกคนนึงกะลังเฉาะกิ่งไม้อยู่บนทางเท้า

พระอาจารย์ก็บอกว่าอ๋อ นั้นคือแปรงสีฟันพร้อมยาสีฟันในตัวของคนอินเดียเค้า

นึงถึงข่อยออกใช่มั้ยคะ ทำนองนั้น แต่พระอาขารย์บอกว่ามัน ข๊มมมมมมม…ขม

ก็เดินกันต่อไปจนถึงท่าเรือ เราก็เหลือบไปเห็นคุณปราโมทย์ กะลังสีฟันด้วยสิ่งนั้นอยู่

เราเลยไปขอแบ่งมา เค้าก็หักให้ เราเลยลองสีดู ก๊ขมอยู่หรอก

แต่ก็ไม่ได้ขมขนาดนั้น ออกแนวขมแบบแฮปปี้ๆ(ยังไงของมันวะคะ?) เราสีสนุกเลย55+

 

 

 

(นี่ไงลุงแขกที่ว่า)

 

 

(ถึงแล้วท่าน้ำคงคา)

 

(นี่ไง แปรงสีฟันแบบอินเดีย)

 

 

แล้วเราก็เดินลงเรือกันทีละคนๆ นั่งบนเรือแล้วก็มีคนพายเรือขึ้นมา3คน

พาย2 ถือหางเสือ1 ที่แม่น้ำคงคานี่เค้าไม่มีเรือยนต์นะคะ ก็พายกันผอมเลย55+

เรือเค้าพายแบบถอยหลังเหมือนเรือฝรั่ง นั่งถือพายคนละข้างพากคู่กันไป

พระอาจารย์ก็บรรยาย เกี่ยวกับวิธีชีวิตริมฝั่งน้ำคงคา

เราเห็นผู้คนลงไปอาบน้ำที่แม่น้ำกันเยอะมากๆเลย

เค้าจะหันหน้าไปทางทางทิศตะวันออกหาฝั่งนรก ซึ่งเป็นดินดอนโล่งๆ

ฝั่งที่เราเดินมาขึ้นเรือเนี่ยคือฝั่งสวรรค์นะคะ  ฝั่งนรกจะเป็นที่ๆเค้าเอาศพที่ไม่มีญาติบ้าง

ไม่มีค่าทำศพบ้างไปทิ้งไว้ ก็จะเป็นอาหารของนกกาต่อไป

เราเห็นแขกทั้งหลายทำ"สุริยะนมัสการ" เป็นการบูชาพระอาทิตย์ให้เค้ามีชีวิตอยู่ไปอีกวันค่ะ

เรือก็พายเลาะฝั่งไปเรื่อยๆ ทุกคนก็ลงไปอาบน้ำ ผู้ชายก็นุ่งผ้าเตี่ยวบ้าง กกน.บ้างแล้วแต่สไตล์

ส่วนผู้หญิงก็นุ่งส่าหรีลงน้ำไปเลย เค้าก็จะดำผุดดำไหว้กันเป็นประจำ

บ้วนปากบ้างก็มี แต่ทุกคนรู้ใช่มั้ยคะว่าแม่น้ำคงคาเนี่ย

เค้าเผาศพแล้วกวาดลงน้ำนี้ด้วย คือจริงๆแล้วไม่ได้กวาดที่อินเดียที่เดียวนะคะ

ต้นน้ำมันอยู่ในหิมาลัย เค้าก็กวาดกันมาตั้งแต่เนปาลแล้วค่ะท่าผู้ชม!!!

แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกจึ๊กกะดึ๋ยกัน ตรงข้าม ทุกคนดูตั้งใจกับการอาบน้ำและซักผ้ากันตามปกติ

 

 

(บรรยากาศท่าน้ำอันวุ่นวาย)

 

(พระอาทิตย์ขึ้น)

 

(บ้านพักตากอากาศของพวกเจ้านายชั้นสูงของอินเดีย สวยอลังการ)

 

 (บรรยากาศในเรือที่นั่ง)

 

(เรือแบบนั่งได้คนเดียว)

 

 

เมื่อนั่งเรือชมแม่น้ำคงคาได้พักนึงแล้ว เราก็ทำการ"ลอยกระทง"

จริงๆแล้วที่เราลอยกันทุกๆปีนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียอีกน่ะแหละ

คราวนี้ได้ไปลอยกระทงที่แม่น้ำคงคาต้นฉบับเลยทีเดียว

กระทงนี้เราตัดผมกะตัดเล็บใส่กันลงไปด้วย

เพื่อให้ความทุกข์โศกลอยไปกะสายธารา เอยยยยย….ย

 

 

 

(กระทงใบน้อย ไส้เทียนทำจากสำลี)

 

 

(ทุกคนลอยกระทงของตัวเอง)

 

 

เรือพายย้อนกลับไปอีกด้านนึงของแม่น้ำ(ฝั่งเดิมน่ะแหละ)

เพื่อไปดู"การเผาศพแบบฮินดู" คนที่นี่เค้าจะเผาเลยภายใน24ชม.เลย

ไม่ตั้งศพไว้นานเหมือนบ้านเรา แล้วงานศพเค้าเนี่ยก็ไม่เห็นมีผู้หญิงเลยค่ะ

เพราะหากเป็นงานศพสามีเนี่ย ภรรยามางานศพก็ต้องกระโดลงไปในกองไฟตามไปเลย

ก็จะเผากันง่ายๆ เผาเสร็จเหลือเถ้าอะไรยังไงก็กวาดลงแม่น้ำคงคาไปเลย

ไม่เก็บอัฐไว้เลยค่ะ แต่ว่าก็จะมีศพบางจำพวกที่จะไม่เผา

เพราะว่าชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เค้าไม่เผาแต่ก็ทำศพเหมือนกัน

ทำศพโดยการถ่วงน้ำ คือพายเรือไปกลางน้ำแล้วก็ถ่วงลงไปเลยค่ะ

พวกผู้บริสุทธิ์ที่ว่าเนี่ยก็จะได้แก่ เด็ก คนที่ถูกงูกัด คนที่ถูกฟ้าผ่า หญิงที่ยังไม่แต่งงาน พระสงฆ์

 

 

(เห็นควันมั้ยเอ่ย? กะลังเผาเลยค่ะ)

 

 

เมื่อขึ้นฝั่งแล้วตลาดก็เริ่มคึกคัก ก็เดินชมตลาดของชาวอินเดียกัน

รถทุกคันบีบแตรเสียงอื้ออึง วุ่นวายกันสุดๆไปเลยค่ะ

ไหนจะหลบคน หลบรถ ยังต้องมาหลบขี้วัวอีก ภัยหลายด้านเหลือเกิน55+

ยายๆโดนส่งตัวขึ้นสามล้อไปรอที่รถบัสก่อนแล้ว เพราะคาดว่าคงเดินไม่ไหว

ก็เหลือพวกหลานๆป้าๆก็เดินชมตลาดกัน

ใครๆซื้อโน่นนี่กัน พี่ปอได้กำไลแขกมาจากการเดินตลาด

ส่วนที่เราได้มาคือ"มะม่วงกวน1ห่อเล็ก" ราคา10รูปี

ตอนแรกทำท่าว่าจะแกะกินละนึกขึ้นได้ถึงตอนไปเนปาล…อืมมม

ถ้าเกิดอาหารเป็นพิษต้องนอนรพ.อีกก็ไม่ไหวจะเคลียร์…เลยตัดใจใส่กระเป๋ามาแกะกินที่บ้าน

 

 

(เดินผ่านร้านตัดผม)

 

 

(มะม่วงกวนรสชาติภารตะ)

 

 

ขึ้นรถมาถึงโรงแรม ทุกคนก็ทานอารหารเช้าแล้วก็แยกย้ายไปแพ็คกระเป๋า

มีอาสาสมัครออกไปซื้อทับทิมมาเป็นของฝากเพราะว่าทับทิมแถบนี้

อร่อยมาก รสชาติดี เม็ดเล็กด้วย พระอาจารย์เป็นคนพาไปซื้อ

โดยมีเรา ลุงมน และพี่กรติดตามไป เดินทางโดยการเรียก3ล้อไปยังปากซอยโรงแรม

พระอาจารย์ต่อราคาเค้า30รูปี(จากปกติ10 ถือเป็นการกระจายรายได้ไป) เราจ่ายไปก่อน20รูปี

จากนั้นก็ลงไปซื้อทับทิม เจอแขกโกงต่อหน้าต่อตา โดยการที่เห็นเค้าหยิบทับทิมลูกเน่า

ใส่ลงไปในถุงที่เราซื้อด้วย พระอาจารย์ก็สั่งให้หยิบออก55+  แหม…ต่อหน้าต่อตาเลยนะพี่

ไม่พอค่ะ เรายังคงตามแขกไม่ทัน เมื่อเราซื้อน้ำทับทิมกะลุงมนกินคนละแก้ว

เค้าก็กรอกทับทิมลงไปเยอะเลยค่ะ เรากินหมดไปแล้วแก้วนึง ลุงมนกินหมดไปอีกแก้วนึง

แล้วมันมีเหลืออีกประมาณครึ่งแก้วเค้าก็ส่งให้อีก เราทำท่าจะรับ พระอาจารย์เบรค

บอกว่าถ้ารับมันจะคิดเราอีกแก้วนะ เราก็ อ๋อ ใช้เทคนิคเดียวกะแม่ค้าขายชาไข่มุกปั่นไม่ได้เหรอ

ที่ว่าเทใส่แก้วแล้วเกิน ก็ให้กินในแก้วก่อนแล้วมาเทจากที่ปั่นใส่ให้หมด อืม…เกือบพลาด

แต่ไคลแม็กซ์ของการโดนโกงไม่ได้อยู่อยู่ตรงนี้ค่ะ มันอยู่ตรงเมื่อถึงโรงแรมแล้ว

พี่กรก็จ่ายค่ารถไปอีก20 จริงๆแล้วตกลงกัน30 นี่ลุงแขกได้ไป40

พอบอกให้คืนมา10 แกไม่คืนพลางหัวระและส่ายหัวด็อกแด็กแล้วก็ขับรถออกไปเลย

เออ…เอากะแกสิเนี่ย55+

 

 

(นั่ง3ล้อกันไปซื้อทับทิม)

 

(ร้านขายผลไม้ และที่คั้นน้ำทับทิม)

 

(ตาชั่งของเค้า สุดจะคลาสสิก)

 

 

เมื่อกลับถึงโรงแรมแล้วข้าพเจ้าก็ไปเคาะห้องที่นอนกะยาย

ยายก็มาเปิดด้วยความแรง แรงมากซะจนเหล็กที่ล็อคคล้องประตูกระเด็นเลย

มารู้ที่หลังคือโมโหไอ่คนยกกระเป๋า ยายยังแต่งตัวไม่เสร็จก็มาเคาะอยู่นั่นเป็น10รอบ

พอเค้ายกกระเป๋าไปให้เราเลยให้ทิปเค้า30รูปี เป็นค่าซ่อมกลอนด้วย55+

 

จากนั้นเราก็ไปนั่งรอและเช็คอินที่สนามบิน และด้วยซึ่งสุดแสนจะมีดวง

คือเครื่องบินที่เราจะขึ้นกลับก็เพิ่งมาเปิดเส้นทางการบินที่พาราณสีเป็นไฟลท์แรกเหมือนกัน

สุดยอดไปเลย!!! ที่เค้าเตอร์เช็คอินก็มีการประดับไฟสวยงาม

พอเค้าทำพิธีเสร็จก็มีการเอาขนมมงคลมาแจกด้วย

 

 

 

(ขนมมงคล กินเหมือนชีสหวานยังไงไม่รู้55+)

 

 

แล้วเราก็กลับบ้าน…

 

 

(สนามบินเรียบง่าย ถ่ายจากบนเครื่อง)

 

 

 

 

และในที่สุด…

มหากาพย์ทริปอินเดียก็จบลง ณ ตรงนี้

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงาน

มาอย่างดีโดยตลอด ขอบคุณค่ะ!!

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s