ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน1

 
 
นมัสเตค่ะประชาชน
(ที่อินเดียเค้าก็ทักทายกันด้วยคำนี้)
ไม่ได้อัพสเปซมา1ปีพอดิบพอดีเลยตั้งแต่ไปเนปาล
นานมากๆเลย…แฮะๆ
 
1ปีที่ผ่านมามีอะไรสนุกเยอะแยะ
แต่ไม่มีแรงใจจะมาอัพสเปซ
คราวนี้ไปเที่ยวมาพอดี เลยได้โอกาส ก่อนที่เปซจะร้างซะก่อน
 
ทริปคราวนี้เราไปกันที่อินเดียทางตอนเหนือ
ได้แก่เมือง คยา และ พาราณสี
คือสถานที่ตรัสรู้และแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์ตามลำดับ
ไปกันคราวนี้มี12คนค่ะ
ยายๆ4 ป้าๆ4 และหลานๆ4
ออกเดินทางเช้าวันที่ 6ตุลาคม กลับมาวันที่ 9ตุลาคม
เป็นเวลาทั้งหมด4วันเต็มๆ
ไม่เคยรู้สึกว่าใกล้ชิดพระพุทธศาสนาขนาดนี้มาก่อนเลย
 
 
 
(ที่ๆเราไปคือตรงตัว G กะ Aนะจ๊ะ)
 
*ข้อมูลในที่นี้เป็นข้อมูลจากความเข้าใจของข้าพเจ้า หากผิดพลาดประการใดขออภัยท่านผู้รู้ ณ ที่นี้ด้วย 
 
———————————————————————
 
 
วันที่1 – ออกเดินทาง พุทธคยา วัดนานาชาติ
บ้านนางสุชาดา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลวงพ่อพุทธเมตตา
 
 
วันแรกของการเดินทาง
ตื่นประมาณตี4 สลึมสลือออกจากบ้านตอนตี5
เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ
ไปถึงประมาณ6โมงกว่าๆเจอญาติๆ จัดแจงโหลดกระเป๋าเสร็จ
ก็นั่งรอเครื่องออก ประมาณ8โมงเช้าค่ะ
เครื่องบินใช้เวลาประมาณ3ชม.ครึ่งก็ถึงเมืองคยา ประเทศอินเดีย
ตอนเครื่องลงนั้น…กระแทกแรงที่สุดตั้งแต่เคยนั่งเครื่องบินมา
ใครไม่ตื่นก็ต้องตื่นเลยนาทีนั้น
 
พอลงจากเครื่องแล้วก็เดินเข้าไป passport control
มีคนยืนรอเต็มเลย ตอนแรกสงสัยว่าทำไม
แต่มารู้มีหลังว่า อ๋อ…ไอ่ที่มายืนๆน่ะ คือพนักงานสนามบิน
เพราะสายการบืน Jet Airline ที่นั่งไป เค้ามาเปิดเส้นทางการบินใหม่
ที่เมืองคยาซึ่งเครื่องที่เรานั่งนั้น…เป็น flight แรก (เหอๆ)
กว่าจะตรวจเสร็จทุกคนก็ใช้เวลาประมาณ1ชม.ได้
ก็เข็นรถเข็นกระเป๋าออกมาโดยเร็ว
 
เจอพระสงฆ์นั่งอยู่1รูปที่เก้าอี้แถวตรงทางเข้า
เมื่อขึ้นรถมาจึงได้รู้ว่า พระรูปนี้แหละจะมาเป็นวิทายากรให้เรา
(ตอนนั้นคิดแบบ…เฮ้ย พระเป็นไกด์เหรอ เกิดมาไม่เคยนึก55+)
พระอาจารย์ไม่ใช่ไกด์นะคะ จริงๆแล้วเป็นผู้บรรยายให้ความรู้เรื่องต่างๆตลอดทริป
รถที่นั่งเป็นบัสแบบ35ที่นั่ง ใหญ่พอสมควรแต่นั่งไปกันจริงๆ
แค่15คนไม่รวมคนขับ ได้แก่ ข้าพเจ้าและญาติๆรวม12คน
ทีมไกด์คือคุณตุ๋มกับคุณปราโมทย์ซึ่งเป็นคนอินเดียที่พูดไทยได้และพระอาจารย์
 ก็นั่งกะคนละเบาะเลยไม่มีเบียดค่ะ งานนี้สบายสุดๆ
 
นั่งรถไม่นานก็มาถึงโรงแรม
เมื่องคยาเป็นเมืองในรัฐพิหาร ออกแนวตจว.ค่ะ ไม่เจริญเท่าไร
โรงแรมก็ธรรมดามาก ไม่มีอะไรสะดุดตาหรือสวยงามเป็นพิเศษ
และจุดที่เป็นพ้อยต์คือไม่มีลิฟต์
โอ้ว จอร์จ!! นึกสภาพดูสิคะท่าผู้ชม
ยาย4คนที่มีปัญหาหัวเข่า เดินลำบาก
และกระเป๋าหนักเป็นตัน!!!! (อันนี้เว่อร์ไป55+)
ต้องปรบมือชื่นชมพนักงานเลยค่ะที่แบกกระเป๋าเดินทางหนักๆ
ขึ้นบันได3ชั้นไปดรอปกระเป๋าเดินทางที่หน้าห้องของแต่ละคนได้
 
 
(ป้ายทางเข้าหน้าโรงแรม)
 
(รวมญาติๆ ทุกคน ณ ล็อบบี้ ลุงมนเป็นคนถ่ายเลยไม่มีรูป…)
 
 
เมื่อจัดกระเป๋าและทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย
เราก็ออกเดินทางไปวัดนานาชาติ
ไปเยี่ยมชมวัดภูฏานและวัดญี่ปุ่น เดินเข้าไปแล้วลืมเลยว่าอยู่ไหน
นึกว่าอยู่ประเทศนั้นๆจริงๆซะอีก55+
 
 
 
(ยายกะที่นั่งของคิงจิกมีที่วัดภูฏาน)
 
(ทุกคนกะพระพุทธรูปใหญ่บิ๊ก)
 
 
และระหว่างทางเดินออกมาก็พบสาวแขกแต่งตัวสวยสะดุดตา
ถามไปมาได้ใจความว่าเพิ่งแต่งงาน เลยขอถ่ายรุปคู่ซะเลย
 
 
(คนที่หัวยายบังคือเจ้าบ่าว ขอโทษนะคะ โดนบังซะมิดเลย…)
 
(แก๊งเด็กมอมและคนขายของที่หน้าหลวงพ่อองค์บิ๊ก)
 
จากนั้นก็ออกเดินทางไปบ้านของนาสุชาดา
ผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้
เพื่อแก้บนโดยที่นึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทวดาที่บนไว้
บ้านของนางอยู่ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเท่าไร
นางเป็นลูกสาวคฤหบดี(เข้าใจว่าคล้ายๆกำนัน)แห่งหมู่บ้านอุรุเวลา
เมื่อเสวยข้าวมธุปายาสไปแล้วพระสิตธัตถะก็นำถาดทองที่ใส่ข้าวมาไปเสี่ยงทายลอยน้ำ
ถาดลอยทวนน้ำไปได้ประมาณ40เมตรก็จมลงสู่นาคพิภพ
พญานาคที่นอนอยู่ได้ยินเสียงถาดก็ลืมตาขึ้นมา
เห็นถาดลอยลงมาทับถาดเดิมที่เดิมเป็นใบที่4
ซึ่งแปลว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกแล้ว คือพระสิทธัตะจะได้ตรัสรู้
 
 
(แม่น้ำเนรัญชรา ปีนี้น้ำแห้ง เลยมีน้ำเท่าที่เห็น)
 
(บ้านนางสุชาดา)
 
(จุดนี้เลยที่พระพุทธองค์ลอยถาดทอง)
 
 
เมื่อลอยถาดแล้วพระองค์ก็เดินไปที่เจดีย์ที่เห็นอยู่ลิบๆในรูปข้างบน
ที่นั่นเป็นที่ตั้งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ๆทรงตรัสรู้ คือพุทธคยานั่นเอง
จากนั้นเราก็ตามไปเลยค่ะ นั่งรถตามไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
 
 
(พุทธคยา)
 
ฟังพระอาจารย์บรรยาย เรื่องการตรัสรู้ เสาอโศกและประวัติของต้นโพธิ์
 
ต้นโพธิ์นี้เป้นต้นที่4 เพราะต้นก่อนๆนี้โดนทำลายไป
เมื่อประมาณ120กว่าปีก่อนก็พบหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์2หน่อในโพธิ์ต้นตาย
ขนาด4นิ้วและ6นิ้ว เป็นโพธิ์พี่โพธิ์น้อง ต้นพี่6นิ้วปลูกทับต้นเดิมที่ตายไป
และต้นน้องปลูกในทิศเหนือบริเวณพุทธคยาไม่ไกลกันกับต้นพี่
 
เสาอโศกเป็นเสาหินที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำขึ้น84,000ต้นไว้ทั่วประเทศอินเดีย
เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ว่า มีเสาไหนมีพุทธศาสนาที่นั่น
 
จากนั้นก็สวดมนต์และนั่งสมาธิได้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเข้าไปกราบ…
 
พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองมีลักษระเดียวกับพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้
โดนกษัตริย์ชาวฮินดูสั่งให้ทำลาย แต่ทหารไม่ยอมทำลายแต่มาสร้างกำแพงปิดทับไว้แทน
เมื่อกษัตริย์ฮินดูมาเห็นก็ทั้งดีใจทั้งเสียใจ กระอักเลือดตายไปเลย เย้!!!!
(จะมีเย้ทำไม ผิดทีไปหน่อยแต่ก็ฟังรื่นหูดีนะคะ55+)
 
 
 
(นั่งฟังพระอาจารย์บรรยาที่เสาอโศก)
 
(ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)
 
(สวดมนต์)
 
(พระพุทธเมตตา)
 
เสร็จสรรพแล้วเราก็เดินออกไปขึ้นรถกลับโรงแรม
ระหว่างทางก็เจอแก๊งเด็กมอมและคนพิการมาดักหน้าดักหลังเต็มไปหมดเลย
เพราะว่าเค้ามาขอทาน แล้วไหนจะมีพวกขายของอีก
กลัวยายๆล้มมากๆ เพราะเค้าล้อมเลย ตื๊อสุดๆไปเลยอีกด้วย
พระอาจารย์บอกว่าเค้าตื๊อทุกคน ใครไม่มีคนตื๊อนี่ไม่มี
ถ้าไม่มีใครตื๊อก็ควรพิจารณาตัวเอง 
คือ…เราไม่มีคนตื๊อเลยไงเรื่องของเรื่อง
ลุงมนคนล้อมหน้าล้อมหลังประมาณ5คนตลอดเวลา
แต่เรา…แค่เราส่ายหน้า เค้าก็เดินหนีแล้ว ไม่มีการตื๊ออีกเลย
แล้วเป็นแบบนี้ทุกที่ ทุกคน
คิดได้2แง่คือ 1. เราดูเหมือนคนไม่มีตังค์
และ 2. เราดูเหมือนคนใจร้าย
อืม มาคิดๆดูแล้วก็…น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า
จนลุงมนถามว่า "นี่ๆ ฉีดน้ำหอมยี่ห้ออะไรอ่ะ ไม่มีคนตื๊อเลย"
(อ่อ หนูฉีดอาร์มานี่ไดม่อนค่ะลุง55+)
 
 
———————————————————————————
 
วันที่2 – กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ขึ้นเขาคิชกูฏ โรงพยาบาลหมอชีวก
วัดเวฬุวัน มหาลัยนาลันทา ที่อาบน้ำ คุกพระเจ้าพิมพิสาร
 
 
ตื่นแต่เช้า ด้วยสภาพเหมือนซอมบี้
เพราะต้องนั่งรถไปขึ้นเขาคิชกูฏ ก็หลับกันไปตลอดทาง
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รถก็วิ่งอยู่แถวๆทางรถไฟ
นั่งต่อไปอีกนิดก็ถึงรอยเกวียน4,000ปี
เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าห้องน้ำแบบอินเดีย
คือชาวอินเดียจะไปปลดทุกข์ยามเช้ากันในธรรมชาติ
แบบโอเพ่นแอร์เลย ไม่มีอะไรบังทั้งนั้น
กลางทุ่งนาก็ดี ริมถนนเลยก็ดี ในสุมทุมพุ่มไม้ก็ดี
เราเลยเลือกพุ่มไม้เหมาะๆ55+
เพราะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงอินเดีย
ความรู้สึกตอนนั้นเหรอ?
อืม…ใกล้ชิดธรรมชาติเหลือเกิน
คือ…ไม่เคยใช้ก้นสัมผัสยอดหญ้ามาก่อนเลยในชีวิตไง
ซักพักได้ยินเสียงยายตะโกนแซวใครไม่รู้ "อ๊ะๆๆ ก้นขาวนะเนี่ย"
555555555555555555+
ฮากันไปใหญ่โต…
 
 
(หลักฐานการใช้ห้องน้ำแบบอินเดีย)
 
 
จากนั้นก็เดินเลยเข้าไปนิดนึงก็เป็นรอยเกวียน4,000ปี
โน่น ตั้งแต่สมัยพุทธกาลได้มั้งอ่ะ
 
 
(รอยเกวียน4,000ปี)
 
 
เมื่อถึงตีนเขาก็แวะทานอาหารเช้าที่ร้านเล็กๆพื้นเมือง
เราไม่ได้กินอาหารในร้านเค้านะคะ
เรากินอาหารกล่องซึ่งประกอบด้วย
ข้าวผัด แซนวิช ไข่ต้ม กล้วย แอปเปิ้ล น้ำมะม่วง และอีกมากมายยยย
กินกันพุงกางพอประมาณ ก็ไปแวะเข้าห้องน้ำอีก
คราวนี้ไม่ใช่พุ่มไม้แล้ว เป็นห้องน้ำธรรมดา
แล้วก็พร้อมกันแล้วที่จะเดินขึ้นเขา
แต่ยายๆนี่ไม่ไหวเลยต้องใช้บริการขนส่งด่วนพิเศษ
นั่นก็คือ"หาบ"นั่นเอง ที่นี่เค้าแบกกัน2คน หน้าหลัง
ราคาประมาณ800รูปีต่อคน
 
 
(ยายเพ็ญกะลังขึ้นหาบ)
 
 
ที่เหลือหลานๆและป้าๆก็เดินขึ้นไปพร้อมไกด์2คนและพระอาจารย์
ระหว่างทางพระอาจารย์ก็บรรยายไปเรื่อย
 
ถึงประวัติของพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาติศัตรู
เรื่องราวเล่าสรุปๆได้ประมาณว่า
เมื่อมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารทรงตั้งท้อง ก็แพ้ท้อง
อยากกินเลือดที่หัวเข่าของพระเจ้าพิมพิสาร
โหรก็ทำนายว่าแบบนี้ลูกที่เกิดมาเนี่ยจะต้องฆ่าพ่อแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่พระเจ้าพิมพิสารจะสั่งให้มเหสีทำแท้ง
ก็กลับบอกให้เก็บลูกไว้ อย่าไปทำร้ายเค้าเลย
มเหสีได้ฟังก็เห็นถึงความเมตตาของพระเจ้าพิมพิสาร
เลยแอบไปทำแท้งถึง2ครั้ง ครั้งแรกโดยการทุบๆที่ท้อง
แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะพระเจ้าพิมพิสารมาห้ามไว้ได้
ครั้งที่สองพระนางก็ดื่มยาขับ แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
ลูกที่เกิดมาก็คือพระเจ้าอชาติศัตรู ชื่อพระองค์แปลว่า เกิดมาไม่เป็นศัตรู
 
 
 
(ที่ๆทำแท้งครั้งที่1)
 
(พระเจ้าพิมพิสารเดินขึ้นเขานี้เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน)
 
(เรียงๆ ลุงมน แพรว ป้าอ้วน ป้าติ๋ม พี่ปอ พี่กิ๊ฟ พี่กร และป้าหนับ)
 
(ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าของพระเจ้าพิมพิสาร ใส่ชุดขาวไปเฝ้าพระพุทธเจ้า)
 
(เค้าบอกว่าเป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ พระอาจารย์บอกคนเก็บมาขายตายไปแล้ว2คน55+)
 
เมืองราชคฤห์เป็นเมืองแอ่งกะทะ ภูเขาล้อมรอบ คล้ายๆกาฏมัณฑุ
ที่เห็นเป็นป่าๆด้านหลังในรูปรวมเป็นเมืองเก่าเป็นโบราณสถาน
แต่ไม่ได้ขุดขึ้นมา จึงมีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด เหมือนป่าเลย
 
เดินขึ้นๆมาอีกก็ถึงถ้ำ2ถ้ำ ถ้ำแรกที่ถึงคือ
ถ้ำพระโมคคัลลานะ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
มีเรื่องราวเล่าวว่าพระเทวทัตให้โจรมาลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า
ก็ต้องผ่านพระโมคคัลลานะไปก่อน พระโมคคัลลานะโดนโจรตีจนกระดูกแหลก
แต่ด้วยที่มีฤทธิ์มากก็สมานร่างกายขึ้นไปลาพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาได้อยู่ประมาณ10นาที
ก่อนตายก็แสดงอภินิหารคือเอามือเอื้อมไปคว้าพระจันทร์โดยที่เท้าก็หมุนลูกโลกเล่นได้
คำว่าพลิกแผ่นดินก็มีที่มาจากพระโมคคัลลานะเช่นกัน
 
ที่พระโมคคัลลานะโดนโจรตีแบบนี้จริงๆแล้วมีที่มา
คือชาติกก่อนทำกรรมไว้ ชาติก่อนนั้นพระโมคคัลลานะมีพ่อแม่ตาบอด
แล้วตอนนั้นตนก็มีแฟน แฟนก็บอกว่าพ่อแม่กะน้องใครสำคัญกว่ากัน
เลือกน้องต้องทิ้งพ่อแม่ เลือกพ่อแม่ต้องเลิกกะน้อง
พระโมคคัลลานะในชาตินั้นก็ออกอุบายพาพ่อแม่ขึ้นเกวียนไปในป่า
พอถึงแล้วตนก็บอกว่าให้พ่อแม่ที่ตาบอดรออยู่ก่อน
ถ้ามีใครมาแวดงว่าเป็นโจรป่า ให้พ่อแม่หลบไม่ก็หนีโดยไว
เสร็จแล้วตนก็ปลอมตัวเป็นโจร บีบจมูกให้เสียงเปลี่ยน
แล้วก็เอาไม้ทุบๆๆๆ พ่อแม่จนตาย…
 
พระเทวทัตก็กลิ้งหินทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
ตรงแถวๆถ้ำนี้ด้วยค่ะท่านผู้ชม
โดยการมาซ่อนตัวไว้ พอพระพุทธเจ้าเดินผ่านก็กลิ้งหินให้ทับไปเลย
แต่ด้วยพุทธานุภาพ หินก็ไม่ทับ กลายเป็นก้อนเล็กๆ
แต่ก็มีก้อนนึงยังคงกระเด็นมาโดนให้เป็นห้อเลือดตรงเท้าได้นั่นเอง
 
 
(พระอาจารย์กำลังบรรยาเรื่องถ้ำพระโมคคัลลานะ)
 
 
เดินๆๆต่อมาก็ถึงถ้ำพระสารีบุตร ซึ่งเป็นผู้มีความรู้มาก
ก็มาสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่ถ้ำนี้
หวังใจให้มีความรู้เยอะบ้าง55+
 
 
(นั่งสมาธิสวดมนต์กันไปแล้ว)
 
(ทางขึ้นไปกุฏิของพระพทุธเจ้าที่ยอดเขา)
 
 
เดินขึ้นกันไปต่อถึงบนกุฏิพระพุทธเจ้าก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยเยอะแล้ว
ก็สวดมันต์กันไปแล้วก็เดินเวียนเทียนรอบพระกุฏิ จากนั้นก็ทำบุญ
แล้วก็ถ่ายรูป ทั้งคนทั้งวิว ทั้งนักท่องเที่ยว เยอะไปหมดเลยค่ะ
 
 
(ทำบุญในกุฏิพระพุทธเจ้า)
 
(ป่าที่ข้างใต้เป็นเมืองเก่า มองจากบนยอดเขา)
 
(ทุกคนกับพระอาจารย์)
 
แล้วก็เดินลงเขากันมาด้วยความเบิกบานใจ
ยายๆลงมาถึงก่อนแล้วเพราะหาบลงมา
ตอนเราลงมาก็เจอยายไฟต์กะแขกอยู่
เพราะพี่แกจะโกงค่าหาบ จะคิดเกินที่ตกลงกันตอนแรก
พระอาจารย์พูดภาษาฮินดีคล่อง เลยมาคุยตกลงให้
ไม่งั้นคงมีลงไม้ลงมือ ยายหนูถือร่มอยู่ในมือนะคะคุณแขก
เจอเละเป็นไงเดี๋ยวได้รู้55+
 
 
(ลงมาถึงตีนเขากันแล้ว)
 
(แบงค์10รูปีเป็นรูปมหาตมะ คานธี)
 
 
ขึ้นรถกันต่อไปวัดเวฬุวันระหว่างทางผ่านโรงพยาบาลหมอชีวก
ประวัติย่อๆของหมอชีวกก็ เป็นเด็กถูกทิ้งเพราะว่าแม่เป็นโสเภณีชั้นสูง
หากมีลูกเป็นหญิงก็จะให้ทำงานเหมือนตัวเอง แต่ลูกเป็นชายเลยเอาไปทิ้ง
พระอภัยโอรสของพระเจ้าพิมพิสารก็เก็บมาเลี้ยงและได้ส่งไปเรียนวิชาแพทย์ที่ตักศิลา
ต่อมาได้เป็นหมอประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า
 
 
(โรงพยาบาลของหมอชีวก)
 
 
และแล้วก็ถึงวัดเวฬุวัน เป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายให้พระทธเจ้า
ชื่อวัดนั้นแปลว่าสวนไผ่ เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
เดิมอารามแห่งนี้เป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร
วัดนี้เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชา
ทุกคนก็ไปสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ แถมด้วยเดินเวียนเทียนรอบๆพระพุทธรูป
 
 
(ที่นี้แหละคือสถานที่แสดงธรรมวันมาฆบูชา)
 
 
จากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วออกเดินทางต่อ
ไปนาลันธา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
ออกแนวโบราณสถานเพราะว่าโดนเผาไปเป็นพันปีแล้ว
เราก็เดินลงไปด้วยความชื่นมื่น พลางเคี้ยวหมาก
แน่ะ! งงอ่ะดิว่าหมากอะไร55+
ไม่ใช่เชี่ยนหมากแบบยายๆเคี้ยวแน่นอน
หมากที่อินเดียนี่จะขายเป็นซองๆเหมือนแชมพู
แต่ข้างในซองเป็พวกสมุนไพรหอมๆหวานๆ
ห้อยระย้าเต็มร้านขายของเชียว มองไกลๆนึกว่าร้านขายเข็มขัด
ข้างในก็จะเป็นพวกสมุนไพร หอมๆ หวานๆ
กินหลังอาหารทำให้ปากห๊อมมมมมมมมม…หอม
คนอื่นกินกันแล้วไม่ปลื้มเท่าไร
แต่เรากะพี่กรซื้อกลับมาคนละห่อใหญ่
พี่กรซื้อมาแจกเพื่อนมั้ง แต่เราซื้อมากินเอง55+
 
 
(หมากที่ว่า สังเกตได้ว่าแกะกินไปแล้วห่อนึง55+)
 
 
เดินไปได้ครึ่งทางฝนตกลงมาเหมือนฟ้ารั่ว ที่หลบฝนก็ไม่มี
นาทีนี้ก็ร่มใครร่มมัน รอฝนหยุดก็แล้วอะไรก็แล้ว
มันก็ยังไม่หยุด ก็เลยต้องกางร่มแล้วก็เดินกลับรถกันไป
 
(รูปฝนตกอยู่ในกล้องพี่ปอ รอก่อนๆ)
 
กลับมาขึ้นรถและเช็ดหัวเช็ดตัวเช็ดเท้า
ก็ออกเดินทางกันต่อไปที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
ระหว่างทางคุณปราโมทย์ลงไปซื้อขนม"ขาชา"(Khaja)
ขนมนี้ก็ยังมีที่มา รู้สึกได้เลยว่าทุกสิ่งที่อินเดีย…มีที่มาที่ไป
ที่มาของขนมขาชานี้พระอาจารย์เล่าว่า
มีเศรษฐีคนนึงเป็นคนงกมาก อยากกินขนมทอด
ก็ไปซื้อกะทะมาทอดเองแอบทอดวันที่ลูกกะเมียไม่อยู่
เพราะกลัวรู้แล้วจะโดนแย่งกิน ก็ขึ้นไปทอดบนดาดฟ้า
ตอนประมาณเที่ยงคืน พระพุทธเจ้าก็รู้ได้ด้วยญาณจึงลอยไปโปรดที่ดาดฟ้า
ขอบิณฑบาตขนม ตอนแรกด้วยความงกเศรษฐีก็ตักแป้งแค่ครึ่งกระบวย
แต่พอทอดออกมาขนมก็ฟูเต็มกะทะ เศรษฐีก็ตักออกแล้วทอดใหม่
ด้วยปริมาณที่น้อยลงก็ยังฟูเต็มกะทะอีก ก็ตักทอดใหม่ให้น้อยลงๆเรื่อยๆ
เป็น80-90ครั้ง จนครั้งสุดท้ายตักแป้งทอดน้อยเท่าขี้เล็บ
ขนมก็ยังฟูเต็มกะทะอีก เลยเอะใจได้ว่าเอ๊ะ อะไรกัน
รึนักบวชผู้นี้จะเป็นพระพุทธเจ้า พอรู้ก็กราบ
แล้วจากนั้นเศรษฐี่ก็เปิดโรงทาน ให้ผู้คนยากไร้
ร้านขนมที่ไปซื้อนี่ก็เป็นสูตรดั้งเดินของเศรษฐี่เลย
ทอดมาตั้งแต่สัมยพุทธกาลละ อร่อยเลย555+
ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะแป๊บเดียวหมด เราเองก็กินเพลินเลยลืมถ่ายรูป
มันมีลักษณะเป็นเหมือนแป้งโรตีหลายๆชั้นทอดกรอบ มี2รสคือเค็มกะหวาน
หวานก็หวาน แต่เค็มก็หวานด้วย เอ๊ะยังไง? เอาเป็นว่าอร่อยมากแล้วกัน
 
 
 
(รูปขาชาหามาจากเน็ต)
 
 
และแล้วเราก็ถึงที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
มันเป็นภูเขาค่ะ เป็นน้ำพุร้อนพุดจากยอดเขาก่อน
แล้วก็ไหลๆลงมาเรื่อยๆเป็ยชั้นๆ แต่วรรณะก็อาบน้ำที่อาบแล้วมาจากวรรณะสูงกว่า
เรียงกันลงมาตั้งแต่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล
เค้าก็จะอาบน้ำแล้วก็ซักผ้าอะไรกันที่นั่นเลยเสร็จสรรพ
อ๋อ…เรื่องการอาบน้ำของแขกพระอาจารย์บอกว่าเค้ามีแนวคิดที่ว่า
ตอนนอนเนี่ย อาบน้ำแล้วก็นอน จะอาบไปทำไม
เค้าเลยอาบน้ำกันวันละหนเดียว คือ อาบแล้วก็ทำงาน
สงสัยว่าเราอาบน้ำวันละ2-3รอบเนี่ย
เค้าจะคิดรึเปล่านะว่าเราสกปรกมากเลยต้องอาบหลายรอบ??
 
 
(ที่อาบน้ำที่ว่า มันสูงขึ้นไปตามภูเขาค่ะ)
 
(ที่อาบน้ำของวรรณะจัณฑาล)
 
 
แล้วก็นั่งรถกันต่อมาจนถึงคุกพระเจ้าพิมพิสาร
เหลือแต่ตอเหมือนกันค่ะ เป็นโบราณสถาน
คุกนี้สร้างโดนพระเจ้าอชาติศัตรูเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
ที่ว่าตอนมเหสีท้องแล้วอยากกินเลือดที่หัวเข่า จำได้นะคะ?
 
เรื่องของเรื่องคือพระเจ้าอชาติศัตรูนี่ยทรงเป็นเพื่อนกับพระเทวทัต
ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธเจ้า แถมเป็นคู่ปรับมาทุกภพทุกชาติอีก
เค้าก็คุยกันประสาเพื่อน
พระเทวทัต"อชาติศัตรูเมื่อไรเธอจะได้เป็นกษัตริย์"
พระเจ้าอชาติศัตรู"เมื่อพ่อตายไง"
พระเทวทัต"เมื่อไรพ่อจะตาย แบบนี้ไม่ได้การนะ เธอต้องกำจัดพ่อซะ
เธอจะได้เป็นกษัตริย์แล้วเราจะได้เป็นพระพุทธเจ้า"
ดังนี้ พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสร้างคุกกำแพงสูง6ชั้นขังพ่อไว้
แล้วครองบัลลังก์ ต่อมาได้คุยกะพระเทวทัตอีก
พระเทวทัต"ได้เป็นกษัตริย์สมใจแล้ว ทำยังไงกับพ่อ"
พระเจ้าอชาติศัตรู "อ๋อ ก็ขังไว้ในคุก"
พระเทวทัต"แล้วทำแบบนั้นพ่อก็ไม่ตายน่ะสิ
เกิดเค้ามาทวงบัลลังก์จะทำไง พ่อต้องตายเท่านั้น"
พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสั่งไม่ให้อาหารพระเจ้าพิมพิสาร
พระมเหสีที่เป็นแม่ของพระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยแอบเอาอาหาร
เอาแป้งใส่มวยผม แล้วเอาเนยทาตามตัวเข้าไปเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสารทุกวัน
พระเจ้าพิมพิสารเลยยังมีชีวิตอยู่มาได้
เมื่อพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ก็เลยสั่งให้พระมารดาห้ามไปเยี่ยมอีกเลย
แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงยังไม่ตาย เพราะคุกอยู่เชิงเขาคิชกูฏ
สามารถมองเห็นกุฏิของพระพุทธเจ้าได้ พระเจ้าพิมพิสารเลยขึ้นไป
ที่ชั้น6 เดินจงกรมทุกๆวัน เลยยังมีชีวิตอยู่ได้
พอพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ ก็เลยบุกไปที่คุกเอง
จับพระเจ้าพิมพิสารผูกไว้กับเก้าอี้โยก แล้วเอามีดกัลบก(มีลักษณะคล้ายมีดโกน)
กรีดเท้าของพระเจ้าพิมพิสารแล้วเอาเกลือกับพริกยัดเข้าไปในแผลแล้วขังลืม
ต่อมามเหสีของพระเจ้าอชาติศัตรู ก็ประสูติพระโอรส
นาทีนั้นพระเจ้าอชาติศัตรูรู้สึกรักลูกและนึกถึงพระบิดาขึ้นมา
ว่าพ่อคงรักเราแบบนี้ จึงรีบเดินทางไปยังคุก
ก็พบว่าพระเจ้าพิมพิสารสิ้นพระชมน์แล้ว ก็เสียใจมาก
และถึงตาตัวเองก็โดนลูกตัวเองฆ่าเหมือนกันเป็นแบบนี้ไปถึง5รุ่น
ส่วนที่โดนกรีดเท้าก็เพราะชาติก่อนนั้นพระเจ้าพิมพิสารใส่รองเท้าเดินย่ำเข้าไปในโบสถ์ค่ะ
 
 
(คุกพระเจ้าพิมพิสาร)
 
 
ก่อนขึ้นรถทุกคนก็เข้าห้องน้ำแบบ Indian Style
คือฉี่กะธรรมชาติ แต่คราวนี้ไม่มีพุ่มไม้เหมาะๆ
เลยต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม คือ "เต็นท์" นั่นเอง
โห…ป้าๆหลานๆ สนุกสนานกันใหญ่
 
 
(นี่แหละอุปกรณ์เสริม)
 
(5555555555+)
 
 
แล้วเราก็เดินทางกลับไปยังพุทยธคยา
ไปที่เจดีย์ที่เดิม แต่คราวนี้ฝนตก พรำๆๆๆๆ
ก็ไม่เป็นไรเดินตากฝนกันไปสักการะหลวงพ่อพุทธเมตตา
ซักพักก็เดินฝ่าดงเด็กมอมและคนขายของกลับขึ้นรถไป
หลังอาหารเย็นแล้วก็ไปซื้อของฝาก
พวกหลานๆเนี่ยที่อยากไปซื้อ
พอไปถึงแล้วแบบ…มันไม่มีไรน่าซื้อเลยอ่ะค่ะท่าผู้ชม
เราแบบเดินอยู่5นาทีแล้วมานั่งพักแล้วอ่ะ
แต่ยายๆเนี่ยไม่อยากไปๆ ได้ของติดมากลับมากันทุกคน
คืนนั้นคืนเดียวนะคะ เงินสะพัดเกิน10,000รูปี
แค่ยายเพ็ญคนเดียวคนขายก็ยอมลดให้คนที่ซื้อต่อจากยายเพ็ญทุกคนเลยค่ะ
มีฉากนึงป๋าติ๋มถามราคาสร้อย
เค้าบอกขายมา1,000รูปี ป้าติ๋มต่อ2เส้น500รูปี
คนขายไม่เดินหนีทันทีนะคะท่านผู้ชม
แต่ขำก่อนแล้วส่ายหน้าสไตล์อินเดีย แล้วเดินไปดูลูกค้าคนอื่น
อืม…ไม่ขายทำไมต้องขำด้วย…
 
ไปถึงร้านกันประมาณทุ่มกลับออกจากร้าน3ทุ่ม
ใช้เวลาช็อป2ชม. มาถึงก่อนกรุ๊ปอื่นๆเลย แต่ก็กลับหลังกรุ๊ปอื่นๆเลย
คือคิดว่าปิดร้านปุ๊บคนขายมันไม่ทำไรแล้วคงนอนเลย55+
 
แล้วก็กลับโรงแรมแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวไปนอนที่พาราณสีคืนถัดไป
คืนนั้นมีแขกมาพักเพิ่มสงสัยไฟจะไม่พอ แอร์เลยไม่ติด
ก็นอนเปิดพัดลมกันไปนะคืนนั้น
 
 
 วันที่3และ4ต้องมาต่อ
เป็นอีกเอ็นทรี่นะคะ
มันโพสต์ไม่ได้จริงๆ
เนื้อที่ไม่พอ
 
 
 
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

4 Responses to ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน1

  1. Karn says:

    ประเดิมๆ ให้ยอดนักเขียน ขอให้มีแรงเขียนงานดีๆต่อไปเรื่อยๆพยายามเข้า อนาคตมีทางต่อยอดไปได้เยอะเลยเนี่ย ไม่อดตายๆ ฮาๆๆๆรายละเอียดเยอะมากอะ จำได้ยังไงไม่รู้ นับถือสุดๆ ของให้ทักษะนี้ปรากฏออกมาตอนใกล้สอบด้วยล่ะกันนะสู้ๆจ้า ไว้จะมาตามอ่านนะ

  2. Dukie says:

    อีหมากนั่นมันชื่อออกจะส่อ "ผ่าน ผ่าน" แปลว่าควรจะขอผ่านไม่กินสิ -*-แต่โดยรวมยังฮาใช้ได้ ไม้รูปท่าทางสิ้นสติจะไม่ค่อยมี (ถ้ามีคงบาปกรรมแย่ ฮ่าๆ) ว่าแต่แพรวเจ๋งนะ มีหน้าตาเป็นอาวุธจนอีพวกเด็กมอมไม่กล้าหือ 55+ ประโยชน์เหลือร้ายๆ

  3. Lorant says:

    อ่านแล้ว ไม่มีความเหนอะไรนอกจากกก….อยากไปโว้ยยยยย !!!!!! ><"

  4. LETTUC3 says:

    55+ อยากไป !!ตอนอยู่นั่นพี่แพรวได้เขียนไดอะรี่ รึเปล่าคะเล่าละเอียดได้ใจมากกกกกก กๆ > <~ปล . ภาพสวยมากกกกก + ภาพ(ตะวัน)ด้วยยยยย.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s