Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | 1 Comment

สวนอาหารริมน้ำ

 

สวัสดีค่ะทุกคน!!!!

หลังจากนั่งลุ้นเรื่องม็อบเสื้อแดงอยู่หน้าทีวีมาเป็นเวลาหลายวัน

ยอมรับเลยว่ายิ่งดูยิ่งเครียด แต่ก็ดีใจที่สถานการณ์คลี่คลายได้ในที่สุด

ขอให้กำลังใจทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุจราจลกลางกรุงเทพนะคะ

 

วันนี้ไม่มีอะไรทำ ทุกวันของปิดเทอมอยู่ที่ร้านตลอดเวลา…

เป็นลูกกตัญญูช่วยงานที่ร้าน เป็นแคชเชียร์บ้าง

รับจองโต๊ะบ้าง เวลายุ่งมากๆออกมาเป็นเด็กเสิร์ฟบ้าง

เลยมาคิดว่า ทั้งชีวิตก็ผูกพันอยู่กะร้านอาหารเนี่ย

ทำไมเราไม่เคยใส่ใจให้ความสำคัญเลยก็ไม่รู้ ทั้งๆที่…

"โตมากะร้านอาหารร้านเนี้ยะ ได้กินกุ้งทุกวันเลยด้วย"

(อิจฉาล่ะสิ หุหุ)

 

ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านอาหารของครอบครัวค่ะ

ชื่อเต็มๆชื่อ "สวนอาหารริมน้ำ" ปกติก็เรียก "ร้านริมน้ำ"

แต่ลูกค้าที่โทรมาถามชอบถามหาร้าน "ครัวริมน้ำ"

(ไม่เข้าใจเลยจริงๆ เอามาจากไหนอ่ะชื่อนี้55)

 

(หน้าร้านตรงทางเข้า)

 
 

ร้านตั้งอยู่ที่ ตลาดกลางเพื่อการเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อยู่ริมถนนสายเอเชีย ฝั่งเข้ากรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณกม.ที่22

ที่ร้านชื่อร้านริมน้ำเพราะว่าอยู่ติดสระน้ำ เมื่อก่อนสระนี้กว้างมาก

แต่เมื่อประมาณ10ปีที่ผ่านมา ทางการเค้าได้มาถมสระประมาณ2/3เพื่อมาทำประปาภูมิภาค

 

(นี่ไงสระน้ำที่ว่า แถมบรรยากาศในร้านไปให้ดูด้วยเลย)

 

คนที่ก่อตั้งร้านนี้ขึ้นมาก็คือคุณยาย ตั้งแต่ปีพศ.2528

(ก่อนเราเกิด5ปีเห็นจะได้) ปีนี้ร้านก็เปิดเป็นปีที่25แล้ว

ทุกวันนี้คุณยายก็ยังนั่งแท่นบริหารอยู่55

แต่คนที่ดำเนินการจัดการอะไรต่างๆก็คือแม่นั่นเอง

 

(ผลงานการจัดร้านฝีมือยาย)

 

อาหารเด่นๆที่ร้านก็คงไม่พ้น พระเอกของเรา"กุ้งเผา" กุ้งแม่น้ำงี้ กุ้งน้ำจืดงี้ 

หลากหลายเมนูกุ้งให้เลือกสรรและไหนจะหมู่ปลาสารพัด

ไม่ว่าจะเป็น ปลาช่อน ปลาน้ำเงิน ปลาทับทิม ปลาบึก ปลาคัง

ปลากะพง ปลาสำลี ปลาเก๋า ปลาตะเพียนต้มเค็มยังมีอ่ะคิดดู๊!

 

ที่ร้านลูกค้าจะเยอะวันเสาร์อาทิตย์ค่ะและจะเยอะมากเป็นพิเศษ

ในวันหยุดเช่น สงกรานต์หรือปีใหม่

แต่ถ้าวันธรรมดาก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ชิลล์ๆตลอดทั้งวัน

จะเยอะหน่อยก็ช่วงเที่ยงช่วงเย็น(แหม!ก็เวลากินน่ะ55)

ลูกค้าก็จะมีทั้งขาจรและขาประจำ ส่วนใหญ่เค้าคงจะมาไหว้พระที่อยุธยาเนี่ยแหละมั้ง?

ไหว้พระ แล้วก็แวะกินกุ้งเผาที่อยุธยา คงเป็นอะไรประมาณนั้น

 

วันก่อนดุ๊กมาเที่ยวบ้านหอบกล้องมาด้วยเลยมาจัดการถ่ายรูปร้านแล้วก็บุกครัว

ได้รูปมายั่วน้ำลายประชาชนตามรายการอาหารที่คุณลูกค้าสั่ง ดังนี้…

 

(ปลาช่อนเผารมควัน+น้ำพริกผักต้ม)

 

(พล่ากุ้ง)

 

(ยำรวมมิตรทะเล)

 

(ปลาช่อนทอดน้ำปลา)

 

(แกงส้มชะอมไข่ทอด)

 

(ทอดมันปลากราย)

 

(ต้มยำปลาม้า)

 

(ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน)

 

(ข้าวผัดกุ้ง)

 

(กุ้งแม่น้ำเผา)

 

(แกงส้มกุ้ง)

 

(แหนมไก่)

 

(ส้มตำกุ้งสด)

 

จุดนี้หลายคนคงคิดว่า ทำไมรูปใหญ่มากกกกก?

ที่รูปใหญ่เพื่อให้ได้เห็นชัดๆ จะได้หิวชัดๆ55 (ขนาดพิมพ์เองยังหิวเองเลย…)

 

หากใครสนใจมาแวะ…

ร้านเปิดทุกวัน(ไม่มีวันหยุด) ตั้งแต่เวลา 8.00-21.00น.

โทรมาถามข้อมูลได้ที่เบอร์ 035-345 494 หรือ 035-345 496

 

(แผนที่ร้าน)

 

ขอให้ทานข้าวกันให้อร่อยนะคะทุกคน

 

 

Posted in Uncategorized | 2 Comments

ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน3

 

 

 *เอ็นทรี่นี้คือวันที่4นะคะ

วันที่1-3อยู่ด้านล่าง

ต้องอ่านไล่ขึ้นมาจากข้างล่างจ๊า

 

 

 

———————————————————————-

 

 

วันที่4 – คงคามหานที ล่องเรือ แถมช็อปปิ้งเล็กๆน้อยๆ

แล้วขึ้นเครื่องกลับบ้าน

 

 

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้าย

ตื่นตั้งแต่ไก่ยังเฝ้าพระอินทร์กันอยู่เลย เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำคงคา

แต่ๆๆๆ…ยายของหนูตื่นก่อนนาฬิกาปลุกอีกค่ะท่านผู้ชม!

ปลุกเรามาอาบน้ำได้อ่ะค่ะ ในขณะที่คนอื่นๆแค่ล้างหน้าแปรงฟันกันเอง

เสร็จก็ลงไปที่ล็อบบี้ ดรอปกุญแจแล้วก็มานั่งซดกาแฟคนละถ้วย

จากนั้นก็ขึ้นรถไปบัส ตรงไปยังแม่น้ำคงคาทันที

ถึงบริเวณรถเข้าไม่ได้ละ ก็ต้องลงเดินกัน ไกด์ก็แจกหน้ากากอนามัยคนละชิ้น

ปิดปากปิดจมูกไว้เพราะเหม็นขี้วัว55+ ก็คนฮินดูเค้าบูชาวัวนี่นา

อย่านะจ๊ะ! อย่าคิดแม้แต่จะกินเนื้อแดดเดียว เจอเละแน่ๆ

ที่นั่นเค้ามีเทพเป็นใบกะเพราะด้วยนะ ชื่อพระนางตุนสี

ตอนพระอาจารย์ไปอยู่ใหม่ๆ บอกทำผัดกะเพรา ก็มีคนเชิญพระอาจารย์ขึ้นโรงพักมาแล้วนะคะ

คิดดูแค่ใบกะเพรายังขึ้นโรงพัก แล้ววัวเนี่ย ไม่ประหาร7ชั่วโคตรเลยรึไงกัน

แค่คิดก็….จึ๊กกะดึ๋ยแล้วค่ะ กินมังดีกว่า "กินมังหมกทุกอย่างเลย"5555+

 

 

 

 

 

 

(บรรยากาศตลาดอินเดียยามเช้า ก่อนฟ้าสาง)

 

(วัว…ที่มาของกลิ่นหอมชื่นใจยามเช้า)

 

 

ว๊าย…นอกเรื่องไปมาก เรามาถึงทางไปแม่น้ำคงคาแล้วใช่มั้ยคะ

ก็เดินกันไปเรื่อยๆ เห็นวิถีชีวิตของชาวอินเดียในยามเช้าตรู่

และก็ไปสะดุดตากับลุงแขกคนนึงกะลังเฉาะกิ่งไม้อยู่บนทางเท้า

พระอาจารย์ก็บอกว่าอ๋อ นั้นคือแปรงสีฟันพร้อมยาสีฟันในตัวของคนอินเดียเค้า

นึงถึงข่อยออกใช่มั้ยคะ ทำนองนั้น แต่พระอาขารย์บอกว่ามัน ข๊มมมมมมม…ขม

ก็เดินกันต่อไปจนถึงท่าเรือ เราก็เหลือบไปเห็นคุณปราโมทย์ กะลังสีฟันด้วยสิ่งนั้นอยู่

เราเลยไปขอแบ่งมา เค้าก็หักให้ เราเลยลองสีดู ก๊ขมอยู่หรอก

แต่ก็ไม่ได้ขมขนาดนั้น ออกแนวขมแบบแฮปปี้ๆ(ยังไงของมันวะคะ?) เราสีสนุกเลย55+

 

 

 

(นี่ไงลุงแขกที่ว่า)

 

 

(ถึงแล้วท่าน้ำคงคา)

 

(นี่ไง แปรงสีฟันแบบอินเดีย)

 

 

แล้วเราก็เดินลงเรือกันทีละคนๆ นั่งบนเรือแล้วก็มีคนพายเรือขึ้นมา3คน

พาย2 ถือหางเสือ1 ที่แม่น้ำคงคานี่เค้าไม่มีเรือยนต์นะคะ ก็พายกันผอมเลย55+

เรือเค้าพายแบบถอยหลังเหมือนเรือฝรั่ง นั่งถือพายคนละข้างพากคู่กันไป

พระอาจารย์ก็บรรยาย เกี่ยวกับวิธีชีวิตริมฝั่งน้ำคงคา

เราเห็นผู้คนลงไปอาบน้ำที่แม่น้ำกันเยอะมากๆเลย

เค้าจะหันหน้าไปทางทางทิศตะวันออกหาฝั่งนรก ซึ่งเป็นดินดอนโล่งๆ

ฝั่งที่เราเดินมาขึ้นเรือเนี่ยคือฝั่งสวรรค์นะคะ  ฝั่งนรกจะเป็นที่ๆเค้าเอาศพที่ไม่มีญาติบ้าง

ไม่มีค่าทำศพบ้างไปทิ้งไว้ ก็จะเป็นอาหารของนกกาต่อไป

เราเห็นแขกทั้งหลายทำ"สุริยะนมัสการ" เป็นการบูชาพระอาทิตย์ให้เค้ามีชีวิตอยู่ไปอีกวันค่ะ

เรือก็พายเลาะฝั่งไปเรื่อยๆ ทุกคนก็ลงไปอาบน้ำ ผู้ชายก็นุ่งผ้าเตี่ยวบ้าง กกน.บ้างแล้วแต่สไตล์

ส่วนผู้หญิงก็นุ่งส่าหรีลงน้ำไปเลย เค้าก็จะดำผุดดำไหว้กันเป็นประจำ

บ้วนปากบ้างก็มี แต่ทุกคนรู้ใช่มั้ยคะว่าแม่น้ำคงคาเนี่ย

เค้าเผาศพแล้วกวาดลงน้ำนี้ด้วย คือจริงๆแล้วไม่ได้กวาดที่อินเดียที่เดียวนะคะ

ต้นน้ำมันอยู่ในหิมาลัย เค้าก็กวาดกันมาตั้งแต่เนปาลแล้วค่ะท่าผู้ชม!!!

แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกจึ๊กกะดึ๋ยกัน ตรงข้าม ทุกคนดูตั้งใจกับการอาบน้ำและซักผ้ากันตามปกติ

 

 

(บรรยากาศท่าน้ำอันวุ่นวาย)

 

(พระอาทิตย์ขึ้น)

 

(บ้านพักตากอากาศของพวกเจ้านายชั้นสูงของอินเดีย สวยอลังการ)

 

 (บรรยากาศในเรือที่นั่ง)

 

(เรือแบบนั่งได้คนเดียว)

 

 

เมื่อนั่งเรือชมแม่น้ำคงคาได้พักนึงแล้ว เราก็ทำการ"ลอยกระทง"

จริงๆแล้วที่เราลอยกันทุกๆปีนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียอีกน่ะแหละ

คราวนี้ได้ไปลอยกระทงที่แม่น้ำคงคาต้นฉบับเลยทีเดียว

กระทงนี้เราตัดผมกะตัดเล็บใส่กันลงไปด้วย

เพื่อให้ความทุกข์โศกลอยไปกะสายธารา เอยยยยย….ย

 

 

 

(กระทงใบน้อย ไส้เทียนทำจากสำลี)

 

 

(ทุกคนลอยกระทงของตัวเอง)

 

 

เรือพายย้อนกลับไปอีกด้านนึงของแม่น้ำ(ฝั่งเดิมน่ะแหละ)

เพื่อไปดู"การเผาศพแบบฮินดู" คนที่นี่เค้าจะเผาเลยภายใน24ชม.เลย

ไม่ตั้งศพไว้นานเหมือนบ้านเรา แล้วงานศพเค้าเนี่ยก็ไม่เห็นมีผู้หญิงเลยค่ะ

เพราะหากเป็นงานศพสามีเนี่ย ภรรยามางานศพก็ต้องกระโดลงไปในกองไฟตามไปเลย

ก็จะเผากันง่ายๆ เผาเสร็จเหลือเถ้าอะไรยังไงก็กวาดลงแม่น้ำคงคาไปเลย

ไม่เก็บอัฐไว้เลยค่ะ แต่ว่าก็จะมีศพบางจำพวกที่จะไม่เผา

เพราะว่าชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เค้าไม่เผาแต่ก็ทำศพเหมือนกัน

ทำศพโดยการถ่วงน้ำ คือพายเรือไปกลางน้ำแล้วก็ถ่วงลงไปเลยค่ะ

พวกผู้บริสุทธิ์ที่ว่าเนี่ยก็จะได้แก่ เด็ก คนที่ถูกงูกัด คนที่ถูกฟ้าผ่า หญิงที่ยังไม่แต่งงาน พระสงฆ์

 

 

(เห็นควันมั้ยเอ่ย? กะลังเผาเลยค่ะ)

 

 

เมื่อขึ้นฝั่งแล้วตลาดก็เริ่มคึกคัก ก็เดินชมตลาดของชาวอินเดียกัน

รถทุกคันบีบแตรเสียงอื้ออึง วุ่นวายกันสุดๆไปเลยค่ะ

ไหนจะหลบคน หลบรถ ยังต้องมาหลบขี้วัวอีก ภัยหลายด้านเหลือเกิน55+

ยายๆโดนส่งตัวขึ้นสามล้อไปรอที่รถบัสก่อนแล้ว เพราะคาดว่าคงเดินไม่ไหว

ก็เหลือพวกหลานๆป้าๆก็เดินชมตลาดกัน

ใครๆซื้อโน่นนี่กัน พี่ปอได้กำไลแขกมาจากการเดินตลาด

ส่วนที่เราได้มาคือ"มะม่วงกวน1ห่อเล็ก" ราคา10รูปี

ตอนแรกทำท่าว่าจะแกะกินละนึกขึ้นได้ถึงตอนไปเนปาล…อืมมม

ถ้าเกิดอาหารเป็นพิษต้องนอนรพ.อีกก็ไม่ไหวจะเคลียร์…เลยตัดใจใส่กระเป๋ามาแกะกินที่บ้าน

 

 

(เดินผ่านร้านตัดผม)

 

 

(มะม่วงกวนรสชาติภารตะ)

 

 

ขึ้นรถมาถึงโรงแรม ทุกคนก็ทานอารหารเช้าแล้วก็แยกย้ายไปแพ็คกระเป๋า

มีอาสาสมัครออกไปซื้อทับทิมมาเป็นของฝากเพราะว่าทับทิมแถบนี้

อร่อยมาก รสชาติดี เม็ดเล็กด้วย พระอาจารย์เป็นคนพาไปซื้อ

โดยมีเรา ลุงมน และพี่กรติดตามไป เดินทางโดยการเรียก3ล้อไปยังปากซอยโรงแรม

พระอาจารย์ต่อราคาเค้า30รูปี(จากปกติ10 ถือเป็นการกระจายรายได้ไป) เราจ่ายไปก่อน20รูปี

จากนั้นก็ลงไปซื้อทับทิม เจอแขกโกงต่อหน้าต่อตา โดยการที่เห็นเค้าหยิบทับทิมลูกเน่า

ใส่ลงไปในถุงที่เราซื้อด้วย พระอาจารย์ก็สั่งให้หยิบออก55+  แหม…ต่อหน้าต่อตาเลยนะพี่

ไม่พอค่ะ เรายังคงตามแขกไม่ทัน เมื่อเราซื้อน้ำทับทิมกะลุงมนกินคนละแก้ว

เค้าก็กรอกทับทิมลงไปเยอะเลยค่ะ เรากินหมดไปแล้วแก้วนึง ลุงมนกินหมดไปอีกแก้วนึง

แล้วมันมีเหลืออีกประมาณครึ่งแก้วเค้าก็ส่งให้อีก เราทำท่าจะรับ พระอาจารย์เบรค

บอกว่าถ้ารับมันจะคิดเราอีกแก้วนะ เราก็ อ๋อ ใช้เทคนิคเดียวกะแม่ค้าขายชาไข่มุกปั่นไม่ได้เหรอ

ที่ว่าเทใส่แก้วแล้วเกิน ก็ให้กินในแก้วก่อนแล้วมาเทจากที่ปั่นใส่ให้หมด อืม…เกือบพลาด

แต่ไคลแม็กซ์ของการโดนโกงไม่ได้อยู่อยู่ตรงนี้ค่ะ มันอยู่ตรงเมื่อถึงโรงแรมแล้ว

พี่กรก็จ่ายค่ารถไปอีก20 จริงๆแล้วตกลงกัน30 นี่ลุงแขกได้ไป40

พอบอกให้คืนมา10 แกไม่คืนพลางหัวระและส่ายหัวด็อกแด็กแล้วก็ขับรถออกไปเลย

เออ…เอากะแกสิเนี่ย55+

 

 

(นั่ง3ล้อกันไปซื้อทับทิม)

 

(ร้านขายผลไม้ และที่คั้นน้ำทับทิม)

 

(ตาชั่งของเค้า สุดจะคลาสสิก)

 

 

เมื่อกลับถึงโรงแรมแล้วข้าพเจ้าก็ไปเคาะห้องที่นอนกะยาย

ยายก็มาเปิดด้วยความแรง แรงมากซะจนเหล็กที่ล็อคคล้องประตูกระเด็นเลย

มารู้ที่หลังคือโมโหไอ่คนยกกระเป๋า ยายยังแต่งตัวไม่เสร็จก็มาเคาะอยู่นั่นเป็น10รอบ

พอเค้ายกกระเป๋าไปให้เราเลยให้ทิปเค้า30รูปี เป็นค่าซ่อมกลอนด้วย55+

 

จากนั้นเราก็ไปนั่งรอและเช็คอินที่สนามบิน และด้วยซึ่งสุดแสนจะมีดวง

คือเครื่องบินที่เราจะขึ้นกลับก็เพิ่งมาเปิดเส้นทางการบินที่พาราณสีเป็นไฟลท์แรกเหมือนกัน

สุดยอดไปเลย!!! ที่เค้าเตอร์เช็คอินก็มีการประดับไฟสวยงาม

พอเค้าทำพิธีเสร็จก็มีการเอาขนมมงคลมาแจกด้วย

 

 

 

(ขนมมงคล กินเหมือนชีสหวานยังไงไม่รู้55+)

 

 

แล้วเราก็กลับบ้าน…

 

 

(สนามบินเรียบง่าย ถ่ายจากบนเครื่อง)

 

 

 

 

และในที่สุด…

มหากาพย์ทริปอินเดียก็จบลง ณ ตรงนี้

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงาน

มาอย่างดีโดยตลอด ขอบคุณค่ะ!!

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน2

 
*วันที่1และ2อยู่
เอ็นทรี่ข้างล่างนี้นะคะ
ใครยังไม่ได้อ่าน
เลื่อนลงไปอ่านก่อน
 แล้วค่อยมาอ่านอันนี้ค่ะ
 
 
มาต่อกันเลยมา!!
 

———————————————————————————

 

 

วันที่3 – เดินทางสู่พาราณสี สารนาท พิพิธภัณฑ์ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

พระธัมเมกขัมสถูป วัดไทยสารนาถ

 

 

ตื่นกันเช้ามืดทุกวันเลย แต่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลียนะ ชิลล์ๆ55+

ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวยังไม่ทันเสร็จดีเลย คนยกกระเป๋ามาเตรียมยกละ

เราก็แบบเฮ้ย…ผมยังไม่ได้หวีเลยนะ รีบมายกกันไปถึงไหน

ก็ให้เค้ายกลงไป เราก็ไปกินข้าว

การเดินทางไปพาราณสีของเราครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ4-5ชม.บนรถ

โดยใช้เส้นทางซูเปอร์ไฮเวย์ของอินเดีย(ว้าว!…จริงๆแล้วก็ทางธรรมดาเนี่ยแหละจ้ะ55+)

เสร็จสรรพขึ้นรถแล้วก็…คร่อกกกก!!!

นี่ขนาดไม่เหนื่อยนะเนี่ย รู้ตัวอีกทีคือเค้าแวะปั้มน้ำมันเพื่อจะไปฉี่กัน

ก็ตื่นมาลงไปยืดเส้นยืดสาย เดินเรียงแถวกันไปห้องน้ำ

พอมาต่อคิวกันหน้าห้องน้ำปุ๊บ ก็มีพนักงานปั๊มเดินมาสตาร์ทเครื่องสูบน้ำ

นึกภาพไม่ออกนึกถึงบ้านเราน่ะแหละ แบบที่ใช้เท้าถีบเครื่องไว้แล้วใช้มือดึงอ่ะ

แต่แล้วก็เข้าไม่ได้ เพราะห้องน้ำเหม็นมาก จริงๆแล้วเราก็บ้านๆ

ไม่ใช่คุณหนูมาจากไหนนะ แต่นี่แบบต้องขอตาย เอ้ย! ขอบายค่ะ

จึงต้องอาศัยอุปกรณ์เสริมเจ้าเก่า กางเต็นท์มันข้างห้องน้ำนั่นแหละ

แล้วก็ฉี่ไปขำไป เมื่อพี่กิ๊ฟที่ไปฉี่คนแรกพูดว่า

"ว้าย ทำไมหญ้ามันสูงจังล่ะตรงนี้"

555555555555555555+

 

 

 

 

(ปั้มที่แวะฉี่)

 

 

(เครื่องสูบน้ำ)

 

(ป้าซ้อมไว้ก่อนเลยเผื่อกรณีหาพุ่มไม้ไม่ได้55+)

 

 

รถวิ่งไปอีกซักพักก็แวะฉี่กันอีก คราวนี้เจออูฐเดินสวนมา

นับว่าเป็นโชคดีมากเพราะ แหม…รัฐพิหารไม่มีทะเลทราย

ใครจะคิดว่าจะได้เจออูฐกันล่ะ เนอะ??

 

 

 

(อูฐสุดน่ารัก)

 

 

นั่งรถต่อไปอีกซักพักก็ถึงที่พักแวะดื่มชาอินเดียเป็นชาใส่นม

รสชาติเหมือนชานมบ้านเราแต่เป็นแบบที่น้ำแข็งละลายแล้ว

นึกออกใช่มั้ยคะ จืดๆ เพราะเค้าไม่ใส่น้ำตาล

แบบนั้นเลย ก็อร่อยดีอีกแบบ55+

ตรงที่จอดรถร้านเราก็เหลือบไปเห็นแก๊งเด็กมอม

นั่งเรียงกันเรียบร้อยเลย แต่ก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยหรอกนะ55+

 

 

 

(ชานมจืด)

 

(พี่กรเดินไปถ่ายรูปแก๊ง)

 

(ถ่ายกะรถบัสที่พาเราไปทุกหนแห่ง)

 

 

แล้วเราก็แวะกินข้าวกลางวันกันที่ไหนคะ??

 

 

(อ่ะเดาไม่ถูกกันนะน่ะ…55+)

 

 

 

เราไปแวะกันข้าวกันที่…"ที่พักคนขับรถบรรทุก"ค่ะ

เหนือความคาดหมายของมนุษยชาติ คือไม่รู้อะไรยังไงถึงได้มากินที่นี่

ในชีวิตคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว หญิงปลื้มมมมมม55+

อาหารก็เป็นอาหารกล่องเหมือนเดิมแหละค่ะ

ส่วนพวกคนขับที่อยู่ที่นั่งคงมองว่าเราแปลกๆกันอยู่แหละ

ขำขันดีค่ะ กินไปถ่ายรูปไป

กินเสร็จพี่กรออกไปซื้อหมาก(สงสัยจะติดใจ55+)แล้วก็ถ่ายรูปกะคนแถวนั้น

เจอเตียงนอนพักเลยไปนั่งถ่ายรูปด้วยเลย

 

 

 

(เป้นเพิงปลูกง่ายๆริมถนนและรถบรรทุกจำนวนมาก)

 

 

(อาหารกล่อง)

 

(จริงๆแล้วคนขายหน้าเหมือนไกด์!?)

 

(คืนละ10รูปีเท่านั้น)

 

ต่อจากนั้นก็นั่งรถกันต่อไป ต่อไป ต่อไป…

จริงๆแล้วเราเดินทางตามรอบพระพุทธเจ้าเลยนะคะ

เพราะตั้งแต่เลิกปฏิบัติทุกรกิริยา ปัญจวคีย์ก็หนีหาย

หลังจากตัรสรู้แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้ก็เดินทางกว่า200กม.

ใช้เวลา11วัน11คืน เพื่อไปโปรดเหล่าปัญจวคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

 

เราหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ค่ะ รู้ตัวอีกทีก็ถึงโรงแรมแล้ว

พอเก็บกระเป๋ากันเสร็จก็ออกเดินทาง

ไปที่ป่าอิสิปจนมฤคทายวันกันเลย!!

 

เราไปแวะกันที่พิพิธภัณฑ์ก่อนเพื่อนไปฟัง

ประวัติศาสตร์ของพระพุทธรูปต่างๆและเสาอโศก

แต่เค้าห้ามเอากล้องเข้าเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา

 

 

(หัวสิงห์ที่เสาอโศก ไปหารูปมาจากเน็ต)

 

 

ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า ป่ากวาง เป็นสถานที่สุดฮิต

สำหรับนักบวชต่างๆจะมาบำเพ็ญตบะหรือโยคะตามจิตศรัทธา

ซึ่งตอนนี้ก็หลายพันปีผ่านมาแล้วป่าก็ดูไม่ค่อยเป็นป่าเท่าไร

เป็นสถานที่ๆพุทธเจ้าได้แสดงปฐมเทศนา และโกณทัญญะ

ได้บวชเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ทำให้มีพระรัตนตรัยครบ3ประการ

มีการสร้างสถูปใหญ่บิ๊กมาคร่อมที่ตรงนั้นไว้ในสมัยพระเจ้าอโศก

เรียกว่า "พระธัมเมกขสถูป" แปลว่า สถูปผู้เห็นธรรม

 

ทุกคนเดินเข้าไป ดีมากตรงที่เค้าไม่ให้ขอทานเข้าไป ไม่งั้นวุ่นวายแน่

ยายๆทั้ง4บอกจะนั่งรออยู่แถวๆทางเข้า ปล่อยส่วนที่เหลือ

เข้าไปนั่งสมาธิสวดมนต์ตรงมูลคันธกุฎีซึ่งเป็นสถานที่

ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาแรก

 

จากนั้นก็เดินด๊อกแด๊กกันเข้าไปต่อที่ยสะสถูป

หลายๆคนคงคุ้นกะวลีที่ว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ

นั่นแหล่ะค่ะ ที่มานั้นมาจากตรงนี้เลย เริ่มที่ว่า

ยสะเนี่ยเป็นบุตรของมหาเศรษฐีชาวพาราณสี เค้ามีทุกสิ่งอย่างแต่กลับเป็นทุกข์

พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมโปรด ยสะและสหายอีก54คนจึงขอบวชเป็นพระ

 

เราก็เดินกันไปต่อจนถึงสถูปใหญ่บิ๊ก หาที่เหมาะๆแลนดิ้ง

แล้วก็ลงนั่งสวดมนต์และสมาธิกันไป แล้วก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ระหว่างนั้นเองตาก็เหลือบไปเห็นเณรน้อยเวียดนาม

คือจริงๆแล้วเมื่อคืนที่ไฟไม่พอเราก็ได้นอนโรงแรมเดียวกะเณรน้อยไปแล้ว

พระอาจารย์เป็นคนชี้ให้เราไปอุ้มเณรน้อยกลับบ้าน55+

น่ารักขั้นMaximum คือแม่เค้าเป็นนักบวชแหละค่ะ

ก็มากราบพระตามแม่ แม่ว่าบทสวดก็ว่าตาม พูดยังไม่ค่อยชัดเลย

เรากะพี่ปอก็ย่องเข้าไปทำเนียนสวดข้างๆ แอบถ่ายรูปมา55+

อยากอุ้มกลับบ้านมากๆ น่ารัก

 

 

(พี่กิ๊ฟ แพรว และพี่ปอ ถ่ายรูปกะคุณตุ๋มไกด์)

 

(มูลคันธกุฎี กุฏิพระพุทธเจ้า)

 

(เดินด๊อกแด๊กชมนกชมไม้55+)

 

(ถ่ายกะยสะสถูป จะได้ไม่วุ่นวายไม่ขัดข้อง)

 

(ไปตีเนียนถ่ายกะเณรน้อย)

 

 

จากนั้นก็เดินชมนกชมไม้กันกลับไปที่ทางออก

ที่นี่เค้าจะปิดเมื่อตะวันตกดิน

ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงยายตะโกนแหวกอากาศมาว่า

"มัวทำอะไรกันนักหนา ยายเพ็ญเป็นลมแล้ว"

เราก็ตกใจ เพราะยายเพ็ญอายุ70จะ80อยู่แล้ว

เกิดเป็นไรขึ้นมาคงแย่แน่ เราเลยวิ่งค่ะ วิ่งๆๆๆไป

พอใกล้จะถึงแล้วเห็นยายเพ็ญลุกขึ้นนั่ง…

เราก็แบบ เฮ้ย!! ไหนว่าเป็นลมไง ไมลุกเองได้วะคะ?

ปรากฎว่ายายไม่เป็นอะไรแค่เหนื่อย แต่ยายของหนูโมโหที่ไปกันนานเฉยๆ

เอ่อ…ลักษณะนี้ก็เหนื่อยฟรี แต่ไม่เป็นไร เพื่อยายหนูทำได้ค่ะ

 

เมื่อฝ่าดงคนขายของกันขึ้นรถไปได้แล้ว

เราก็มุ่งตรงไปที่วัดไทยสารนาถ เพื่อทอดผ้าป่า

ป้าๆและไกด์หอบของมาทำบุญเยอะมาก

 

 

(ภายในพระอุโบสถ วัดไทยสารนาถ)

 

 

แล้วก็กลับไปทานอาหารเย็นที่โรงแรม และนอน

โรงแรมที่นอนคืนนี้นั้นเจริญค่ะ เหมือนโรงแรมบ้านเรา

ที่ทำน้ำอุ่นร้อน แอร์ติดดี มีที่เป่าผม เก๋ๆค่ะแต่ได้นอนที่นี่แค่คืนเดียว…

 

 

 

 *วันที่4ต้องต่ออีกเอ็นทรี่ค่ะ

มันยาวมากโพสต์ไม่ได้

รออ่านวันที่4ได้เอ็นทรี่ข้างบน

 

 

Posted in Uncategorized | 2 Comments

ตามรอยพระพุทธเจ้า…ที่อินเดีย ตอน1

 
 
นมัสเตค่ะประชาชน
(ที่อินเดียเค้าก็ทักทายกันด้วยคำนี้)
ไม่ได้อัพสเปซมา1ปีพอดิบพอดีเลยตั้งแต่ไปเนปาล
นานมากๆเลย…แฮะๆ
 
1ปีที่ผ่านมามีอะไรสนุกเยอะแยะ
แต่ไม่มีแรงใจจะมาอัพสเปซ
คราวนี้ไปเที่ยวมาพอดี เลยได้โอกาส ก่อนที่เปซจะร้างซะก่อน
 
ทริปคราวนี้เราไปกันที่อินเดียทางตอนเหนือ
ได้แก่เมือง คยา และ พาราณสี
คือสถานที่ตรัสรู้และแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์ตามลำดับ
ไปกันคราวนี้มี12คนค่ะ
ยายๆ4 ป้าๆ4 และหลานๆ4
ออกเดินทางเช้าวันที่ 6ตุลาคม กลับมาวันที่ 9ตุลาคม
เป็นเวลาทั้งหมด4วันเต็มๆ
ไม่เคยรู้สึกว่าใกล้ชิดพระพุทธศาสนาขนาดนี้มาก่อนเลย
 
 
 
(ที่ๆเราไปคือตรงตัว G กะ Aนะจ๊ะ)
 
*ข้อมูลในที่นี้เป็นข้อมูลจากความเข้าใจของข้าพเจ้า หากผิดพลาดประการใดขออภัยท่านผู้รู้ ณ ที่นี้ด้วย 
 
———————————————————————
 
 
วันที่1 – ออกเดินทาง พุทธคยา วัดนานาชาติ
บ้านนางสุชาดา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลวงพ่อพุทธเมตตา
 
 
วันแรกของการเดินทาง
ตื่นประมาณตี4 สลึมสลือออกจากบ้านตอนตี5
เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ
ไปถึงประมาณ6โมงกว่าๆเจอญาติๆ จัดแจงโหลดกระเป๋าเสร็จ
ก็นั่งรอเครื่องออก ประมาณ8โมงเช้าค่ะ
เครื่องบินใช้เวลาประมาณ3ชม.ครึ่งก็ถึงเมืองคยา ประเทศอินเดีย
ตอนเครื่องลงนั้น…กระแทกแรงที่สุดตั้งแต่เคยนั่งเครื่องบินมา
ใครไม่ตื่นก็ต้องตื่นเลยนาทีนั้น
 
พอลงจากเครื่องแล้วก็เดินเข้าไป passport control
มีคนยืนรอเต็มเลย ตอนแรกสงสัยว่าทำไม
แต่มารู้มีหลังว่า อ๋อ…ไอ่ที่มายืนๆน่ะ คือพนักงานสนามบิน
เพราะสายการบืน Jet Airline ที่นั่งไป เค้ามาเปิดเส้นทางการบินใหม่
ที่เมืองคยาซึ่งเครื่องที่เรานั่งนั้น…เป็น flight แรก (เหอๆ)
กว่าจะตรวจเสร็จทุกคนก็ใช้เวลาประมาณ1ชม.ได้
ก็เข็นรถเข็นกระเป๋าออกมาโดยเร็ว
 
เจอพระสงฆ์นั่งอยู่1รูปที่เก้าอี้แถวตรงทางเข้า
เมื่อขึ้นรถมาจึงได้รู้ว่า พระรูปนี้แหละจะมาเป็นวิทายากรให้เรา
(ตอนนั้นคิดแบบ…เฮ้ย พระเป็นไกด์เหรอ เกิดมาไม่เคยนึก55+)
พระอาจารย์ไม่ใช่ไกด์นะคะ จริงๆแล้วเป็นผู้บรรยายให้ความรู้เรื่องต่างๆตลอดทริป
รถที่นั่งเป็นบัสแบบ35ที่นั่ง ใหญ่พอสมควรแต่นั่งไปกันจริงๆ
แค่15คนไม่รวมคนขับ ได้แก่ ข้าพเจ้าและญาติๆรวม12คน
ทีมไกด์คือคุณตุ๋มกับคุณปราโมทย์ซึ่งเป็นคนอินเดียที่พูดไทยได้และพระอาจารย์
 ก็นั่งกะคนละเบาะเลยไม่มีเบียดค่ะ งานนี้สบายสุดๆ
 
นั่งรถไม่นานก็มาถึงโรงแรม
เมื่องคยาเป็นเมืองในรัฐพิหาร ออกแนวตจว.ค่ะ ไม่เจริญเท่าไร
โรงแรมก็ธรรมดามาก ไม่มีอะไรสะดุดตาหรือสวยงามเป็นพิเศษ
และจุดที่เป็นพ้อยต์คือไม่มีลิฟต์
โอ้ว จอร์จ!! นึกสภาพดูสิคะท่าผู้ชม
ยาย4คนที่มีปัญหาหัวเข่า เดินลำบาก
และกระเป๋าหนักเป็นตัน!!!! (อันนี้เว่อร์ไป55+)
ต้องปรบมือชื่นชมพนักงานเลยค่ะที่แบกกระเป๋าเดินทางหนักๆ
ขึ้นบันได3ชั้นไปดรอปกระเป๋าเดินทางที่หน้าห้องของแต่ละคนได้
 
 
(ป้ายทางเข้าหน้าโรงแรม)
 
(รวมญาติๆ ทุกคน ณ ล็อบบี้ ลุงมนเป็นคนถ่ายเลยไม่มีรูป…)
 
 
เมื่อจัดกระเป๋าและทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย
เราก็ออกเดินทางไปวัดนานาชาติ
ไปเยี่ยมชมวัดภูฏานและวัดญี่ปุ่น เดินเข้าไปแล้วลืมเลยว่าอยู่ไหน
นึกว่าอยู่ประเทศนั้นๆจริงๆซะอีก55+
 
 
 
(ยายกะที่นั่งของคิงจิกมีที่วัดภูฏาน)
 
(ทุกคนกะพระพุทธรูปใหญ่บิ๊ก)
 
 
และระหว่างทางเดินออกมาก็พบสาวแขกแต่งตัวสวยสะดุดตา
ถามไปมาได้ใจความว่าเพิ่งแต่งงาน เลยขอถ่ายรุปคู่ซะเลย
 
 
(คนที่หัวยายบังคือเจ้าบ่าว ขอโทษนะคะ โดนบังซะมิดเลย…)
 
(แก๊งเด็กมอมและคนขายของที่หน้าหลวงพ่อองค์บิ๊ก)
 
จากนั้นก็ออกเดินทางไปบ้านของนาสุชาดา
ผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้
เพื่อแก้บนโดยที่นึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทวดาที่บนไว้
บ้านของนางอยู่ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเท่าไร
นางเป็นลูกสาวคฤหบดี(เข้าใจว่าคล้ายๆกำนัน)แห่งหมู่บ้านอุรุเวลา
เมื่อเสวยข้าวมธุปายาสไปแล้วพระสิตธัตถะก็นำถาดทองที่ใส่ข้าวมาไปเสี่ยงทายลอยน้ำ
ถาดลอยทวนน้ำไปได้ประมาณ40เมตรก็จมลงสู่นาคพิภพ
พญานาคที่นอนอยู่ได้ยินเสียงถาดก็ลืมตาขึ้นมา
เห็นถาดลอยลงมาทับถาดเดิมที่เดิมเป็นใบที่4
ซึ่งแปลว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกแล้ว คือพระสิทธัตะจะได้ตรัสรู้
 
 
(แม่น้ำเนรัญชรา ปีนี้น้ำแห้ง เลยมีน้ำเท่าที่เห็น)
 
(บ้านนางสุชาดา)
 
(จุดนี้เลยที่พระพุทธองค์ลอยถาดทอง)
 
 
เมื่อลอยถาดแล้วพระองค์ก็เดินไปที่เจดีย์ที่เห็นอยู่ลิบๆในรูปข้างบน
ที่นั่นเป็นที่ตั้งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ๆทรงตรัสรู้ คือพุทธคยานั่นเอง
จากนั้นเราก็ตามไปเลยค่ะ นั่งรถตามไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
 
 
(พุทธคยา)
 
ฟังพระอาจารย์บรรยาย เรื่องการตรัสรู้ เสาอโศกและประวัติของต้นโพธิ์
 
ต้นโพธิ์นี้เป้นต้นที่4 เพราะต้นก่อนๆนี้โดนทำลายไป
เมื่อประมาณ120กว่าปีก่อนก็พบหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์2หน่อในโพธิ์ต้นตาย
ขนาด4นิ้วและ6นิ้ว เป็นโพธิ์พี่โพธิ์น้อง ต้นพี่6นิ้วปลูกทับต้นเดิมที่ตายไป
และต้นน้องปลูกในทิศเหนือบริเวณพุทธคยาไม่ไกลกันกับต้นพี่
 
เสาอโศกเป็นเสาหินที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำขึ้น84,000ต้นไว้ทั่วประเทศอินเดีย
เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ว่า มีเสาไหนมีพุทธศาสนาที่นั่น
 
จากนั้นก็สวดมนต์และนั่งสมาธิได้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเข้าไปกราบ…
 
พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองมีลักษระเดียวกับพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้
โดนกษัตริย์ชาวฮินดูสั่งให้ทำลาย แต่ทหารไม่ยอมทำลายแต่มาสร้างกำแพงปิดทับไว้แทน
เมื่อกษัตริย์ฮินดูมาเห็นก็ทั้งดีใจทั้งเสียใจ กระอักเลือดตายไปเลย เย้!!!!
(จะมีเย้ทำไม ผิดทีไปหน่อยแต่ก็ฟังรื่นหูดีนะคะ55+)
 
 
 
(นั่งฟังพระอาจารย์บรรยาที่เสาอโศก)
 
(ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)
 
(สวดมนต์)
 
(พระพุทธเมตตา)
 
เสร็จสรรพแล้วเราก็เดินออกไปขึ้นรถกลับโรงแรม
ระหว่างทางก็เจอแก๊งเด็กมอมและคนพิการมาดักหน้าดักหลังเต็มไปหมดเลย
เพราะว่าเค้ามาขอทาน แล้วไหนจะมีพวกขายของอีก
กลัวยายๆล้มมากๆ เพราะเค้าล้อมเลย ตื๊อสุดๆไปเลยอีกด้วย
พระอาจารย์บอกว่าเค้าตื๊อทุกคน ใครไม่มีคนตื๊อนี่ไม่มี
ถ้าไม่มีใครตื๊อก็ควรพิจารณาตัวเอง 
คือ…เราไม่มีคนตื๊อเลยไงเรื่องของเรื่อง
ลุงมนคนล้อมหน้าล้อมหลังประมาณ5คนตลอดเวลา
แต่เรา…แค่เราส่ายหน้า เค้าก็เดินหนีแล้ว ไม่มีการตื๊ออีกเลย
แล้วเป็นแบบนี้ทุกที่ ทุกคน
คิดได้2แง่คือ 1. เราดูเหมือนคนไม่มีตังค์
และ 2. เราดูเหมือนคนใจร้าย
อืม มาคิดๆดูแล้วก็…น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า
จนลุงมนถามว่า "นี่ๆ ฉีดน้ำหอมยี่ห้ออะไรอ่ะ ไม่มีคนตื๊อเลย"
(อ่อ หนูฉีดอาร์มานี่ไดม่อนค่ะลุง55+)
 
 
———————————————————————————
 
วันที่2 – กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ขึ้นเขาคิชกูฏ โรงพยาบาลหมอชีวก
วัดเวฬุวัน มหาลัยนาลันทา ที่อาบน้ำ คุกพระเจ้าพิมพิสาร
 
 
ตื่นแต่เช้า ด้วยสภาพเหมือนซอมบี้
เพราะต้องนั่งรถไปขึ้นเขาคิชกูฏ ก็หลับกันไปตลอดทาง
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รถก็วิ่งอยู่แถวๆทางรถไฟ
นั่งต่อไปอีกนิดก็ถึงรอยเกวียน4,000ปี
เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าห้องน้ำแบบอินเดีย
คือชาวอินเดียจะไปปลดทุกข์ยามเช้ากันในธรรมชาติ
แบบโอเพ่นแอร์เลย ไม่มีอะไรบังทั้งนั้น
กลางทุ่งนาก็ดี ริมถนนเลยก็ดี ในสุมทุมพุ่มไม้ก็ดี
เราเลยเลือกพุ่มไม้เหมาะๆ55+
เพราะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงอินเดีย
ความรู้สึกตอนนั้นเหรอ?
อืม…ใกล้ชิดธรรมชาติเหลือเกิน
คือ…ไม่เคยใช้ก้นสัมผัสยอดหญ้ามาก่อนเลยในชีวิตไง
ซักพักได้ยินเสียงยายตะโกนแซวใครไม่รู้ "อ๊ะๆๆ ก้นขาวนะเนี่ย"
555555555555555555+
ฮากันไปใหญ่โต…
 
 
(หลักฐานการใช้ห้องน้ำแบบอินเดีย)
 
 
จากนั้นก็เดินเลยเข้าไปนิดนึงก็เป็นรอยเกวียน4,000ปี
โน่น ตั้งแต่สมัยพุทธกาลได้มั้งอ่ะ
 
 
(รอยเกวียน4,000ปี)
 
 
เมื่อถึงตีนเขาก็แวะทานอาหารเช้าที่ร้านเล็กๆพื้นเมือง
เราไม่ได้กินอาหารในร้านเค้านะคะ
เรากินอาหารกล่องซึ่งประกอบด้วย
ข้าวผัด แซนวิช ไข่ต้ม กล้วย แอปเปิ้ล น้ำมะม่วง และอีกมากมายยยย
กินกันพุงกางพอประมาณ ก็ไปแวะเข้าห้องน้ำอีก
คราวนี้ไม่ใช่พุ่มไม้แล้ว เป็นห้องน้ำธรรมดา
แล้วก็พร้อมกันแล้วที่จะเดินขึ้นเขา
แต่ยายๆนี่ไม่ไหวเลยต้องใช้บริการขนส่งด่วนพิเศษ
นั่นก็คือ"หาบ"นั่นเอง ที่นี่เค้าแบกกัน2คน หน้าหลัง
ราคาประมาณ800รูปีต่อคน
 
 
(ยายเพ็ญกะลังขึ้นหาบ)
 
 
ที่เหลือหลานๆและป้าๆก็เดินขึ้นไปพร้อมไกด์2คนและพระอาจารย์
ระหว่างทางพระอาจารย์ก็บรรยายไปเรื่อย
 
ถึงประวัติของพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาติศัตรู
เรื่องราวเล่าสรุปๆได้ประมาณว่า
เมื่อมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารทรงตั้งท้อง ก็แพ้ท้อง
อยากกินเลือดที่หัวเข่าของพระเจ้าพิมพิสาร
โหรก็ทำนายว่าแบบนี้ลูกที่เกิดมาเนี่ยจะต้องฆ่าพ่อแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่พระเจ้าพิมพิสารจะสั่งให้มเหสีทำแท้ง
ก็กลับบอกให้เก็บลูกไว้ อย่าไปทำร้ายเค้าเลย
มเหสีได้ฟังก็เห็นถึงความเมตตาของพระเจ้าพิมพิสาร
เลยแอบไปทำแท้งถึง2ครั้ง ครั้งแรกโดยการทุบๆที่ท้อง
แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะพระเจ้าพิมพิสารมาห้ามไว้ได้
ครั้งที่สองพระนางก็ดื่มยาขับ แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
ลูกที่เกิดมาก็คือพระเจ้าอชาติศัตรู ชื่อพระองค์แปลว่า เกิดมาไม่เป็นศัตรู
 
 
 
(ที่ๆทำแท้งครั้งที่1)
 
(พระเจ้าพิมพิสารเดินขึ้นเขานี้เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน)
 
(เรียงๆ ลุงมน แพรว ป้าอ้วน ป้าติ๋ม พี่ปอ พี่กิ๊ฟ พี่กร และป้าหนับ)
 
(ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าของพระเจ้าพิมพิสาร ใส่ชุดขาวไปเฝ้าพระพุทธเจ้า)
 
(เค้าบอกว่าเป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ พระอาจารย์บอกคนเก็บมาขายตายไปแล้ว2คน55+)
 
เมืองราชคฤห์เป็นเมืองแอ่งกะทะ ภูเขาล้อมรอบ คล้ายๆกาฏมัณฑุ
ที่เห็นเป็นป่าๆด้านหลังในรูปรวมเป็นเมืองเก่าเป็นโบราณสถาน
แต่ไม่ได้ขุดขึ้นมา จึงมีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด เหมือนป่าเลย
 
เดินขึ้นๆมาอีกก็ถึงถ้ำ2ถ้ำ ถ้ำแรกที่ถึงคือ
ถ้ำพระโมคคัลลานะ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
มีเรื่องราวเล่าวว่าพระเทวทัตให้โจรมาลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า
ก็ต้องผ่านพระโมคคัลลานะไปก่อน พระโมคคัลลานะโดนโจรตีจนกระดูกแหลก
แต่ด้วยที่มีฤทธิ์มากก็สมานร่างกายขึ้นไปลาพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาได้อยู่ประมาณ10นาที
ก่อนตายก็แสดงอภินิหารคือเอามือเอื้อมไปคว้าพระจันทร์โดยที่เท้าก็หมุนลูกโลกเล่นได้
คำว่าพลิกแผ่นดินก็มีที่มาจากพระโมคคัลลานะเช่นกัน
 
ที่พระโมคคัลลานะโดนโจรตีแบบนี้จริงๆแล้วมีที่มา
คือชาติกก่อนทำกรรมไว้ ชาติก่อนนั้นพระโมคคัลลานะมีพ่อแม่ตาบอด
แล้วตอนนั้นตนก็มีแฟน แฟนก็บอกว่าพ่อแม่กะน้องใครสำคัญกว่ากัน
เลือกน้องต้องทิ้งพ่อแม่ เลือกพ่อแม่ต้องเลิกกะน้อง
พระโมคคัลลานะในชาตินั้นก็ออกอุบายพาพ่อแม่ขึ้นเกวียนไปในป่า
พอถึงแล้วตนก็บอกว่าให้พ่อแม่ที่ตาบอดรออยู่ก่อน
ถ้ามีใครมาแวดงว่าเป็นโจรป่า ให้พ่อแม่หลบไม่ก็หนีโดยไว
เสร็จแล้วตนก็ปลอมตัวเป็นโจร บีบจมูกให้เสียงเปลี่ยน
แล้วก็เอาไม้ทุบๆๆๆ พ่อแม่จนตาย…
 
พระเทวทัตก็กลิ้งหินทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
ตรงแถวๆถ้ำนี้ด้วยค่ะท่านผู้ชม
โดยการมาซ่อนตัวไว้ พอพระพุทธเจ้าเดินผ่านก็กลิ้งหินให้ทับไปเลย
แต่ด้วยพุทธานุภาพ หินก็ไม่ทับ กลายเป็นก้อนเล็กๆ
แต่ก็มีก้อนนึงยังคงกระเด็นมาโดนให้เป็นห้อเลือดตรงเท้าได้นั่นเอง
 
 
(พระอาจารย์กำลังบรรยาเรื่องถ้ำพระโมคคัลลานะ)
 
 
เดินๆๆต่อมาก็ถึงถ้ำพระสารีบุตร ซึ่งเป็นผู้มีความรู้มาก
ก็มาสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่ถ้ำนี้
หวังใจให้มีความรู้เยอะบ้าง55+
 
 
(นั่งสมาธิสวดมนต์กันไปแล้ว)
 
(ทางขึ้นไปกุฏิของพระพทุธเจ้าที่ยอดเขา)
 
 
เดินขึ้นกันไปต่อถึงบนกุฏิพระพุทธเจ้าก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยเยอะแล้ว
ก็สวดมันต์กันไปแล้วก็เดินเวียนเทียนรอบพระกุฏิ จากนั้นก็ทำบุญ
แล้วก็ถ่ายรูป ทั้งคนทั้งวิว ทั้งนักท่องเที่ยว เยอะไปหมดเลยค่ะ
 
 
(ทำบุญในกุฏิพระพุทธเจ้า)
 
(ป่าที่ข้างใต้เป็นเมืองเก่า มองจากบนยอดเขา)
 
(ทุกคนกับพระอาจารย์)
 
แล้วก็เดินลงเขากันมาด้วยความเบิกบานใจ
ยายๆลงมาถึงก่อนแล้วเพราะหาบลงมา
ตอนเราลงมาก็เจอยายไฟต์กะแขกอยู่
เพราะพี่แกจะโกงค่าหาบ จะคิดเกินที่ตกลงกันตอนแรก
พระอาจารย์พูดภาษาฮินดีคล่อง เลยมาคุยตกลงให้
ไม่งั้นคงมีลงไม้ลงมือ ยายหนูถือร่มอยู่ในมือนะคะคุณแขก
เจอเละเป็นไงเดี๋ยวได้รู้55+
 
 
(ลงมาถึงตีนเขากันแล้ว)
 
(แบงค์10รูปีเป็นรูปมหาตมะ คานธี)
 
 
ขึ้นรถกันต่อไปวัดเวฬุวันระหว่างทางผ่านโรงพยาบาลหมอชีวก
ประวัติย่อๆของหมอชีวกก็ เป็นเด็กถูกทิ้งเพราะว่าแม่เป็นโสเภณีชั้นสูง
หากมีลูกเป็นหญิงก็จะให้ทำงานเหมือนตัวเอง แต่ลูกเป็นชายเลยเอาไปทิ้ง
พระอภัยโอรสของพระเจ้าพิมพิสารก็เก็บมาเลี้ยงและได้ส่งไปเรียนวิชาแพทย์ที่ตักศิลา
ต่อมาได้เป็นหมอประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า
 
 
(โรงพยาบาลของหมอชีวก)
 
 
และแล้วก็ถึงวัดเวฬุวัน เป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายให้พระทธเจ้า
ชื่อวัดนั้นแปลว่าสวนไผ่ เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
เดิมอารามแห่งนี้เป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร
วัดนี้เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชา
ทุกคนก็ไปสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ แถมด้วยเดินเวียนเทียนรอบๆพระพุทธรูป
 
 
(ที่นี้แหละคือสถานที่แสดงธรรมวันมาฆบูชา)
 
 
จากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วออกเดินทางต่อ
ไปนาลันธา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
ออกแนวโบราณสถานเพราะว่าโดนเผาไปเป็นพันปีแล้ว
เราก็เดินลงไปด้วยความชื่นมื่น พลางเคี้ยวหมาก
แน่ะ! งงอ่ะดิว่าหมากอะไร55+
ไม่ใช่เชี่ยนหมากแบบยายๆเคี้ยวแน่นอน
หมากที่อินเดียนี่จะขายเป็นซองๆเหมือนแชมพู
แต่ข้างในซองเป็พวกสมุนไพรหอมๆหวานๆ
ห้อยระย้าเต็มร้านขายของเชียว มองไกลๆนึกว่าร้านขายเข็มขัด
ข้างในก็จะเป็นพวกสมุนไพร หอมๆ หวานๆ
กินหลังอาหารทำให้ปากห๊อมมมมมมมมม…หอม
คนอื่นกินกันแล้วไม่ปลื้มเท่าไร
แต่เรากะพี่กรซื้อกลับมาคนละห่อใหญ่
พี่กรซื้อมาแจกเพื่อนมั้ง แต่เราซื้อมากินเอง55+
 
 
(หมากที่ว่า สังเกตได้ว่าแกะกินไปแล้วห่อนึง55+)
 
 
เดินไปได้ครึ่งทางฝนตกลงมาเหมือนฟ้ารั่ว ที่หลบฝนก็ไม่มี
นาทีนี้ก็ร่มใครร่มมัน รอฝนหยุดก็แล้วอะไรก็แล้ว
มันก็ยังไม่หยุด ก็เลยต้องกางร่มแล้วก็เดินกลับรถกันไป
 
(รูปฝนตกอยู่ในกล้องพี่ปอ รอก่อนๆ)
 
กลับมาขึ้นรถและเช็ดหัวเช็ดตัวเช็ดเท้า
ก็ออกเดินทางกันต่อไปที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
ระหว่างทางคุณปราโมทย์ลงไปซื้อขนม"ขาชา"(Khaja)
ขนมนี้ก็ยังมีที่มา รู้สึกได้เลยว่าทุกสิ่งที่อินเดีย…มีที่มาที่ไป
ที่มาของขนมขาชานี้พระอาจารย์เล่าว่า
มีเศรษฐีคนนึงเป็นคนงกมาก อยากกินขนมทอด
ก็ไปซื้อกะทะมาทอดเองแอบทอดวันที่ลูกกะเมียไม่อยู่
เพราะกลัวรู้แล้วจะโดนแย่งกิน ก็ขึ้นไปทอดบนดาดฟ้า
ตอนประมาณเที่ยงคืน พระพุทธเจ้าก็รู้ได้ด้วยญาณจึงลอยไปโปรดที่ดาดฟ้า
ขอบิณฑบาตขนม ตอนแรกด้วยความงกเศรษฐีก็ตักแป้งแค่ครึ่งกระบวย
แต่พอทอดออกมาขนมก็ฟูเต็มกะทะ เศรษฐีก็ตักออกแล้วทอดใหม่
ด้วยปริมาณที่น้อยลงก็ยังฟูเต็มกะทะอีก ก็ตักทอดใหม่ให้น้อยลงๆเรื่อยๆ
เป็น80-90ครั้ง จนครั้งสุดท้ายตักแป้งทอดน้อยเท่าขี้เล็บ
ขนมก็ยังฟูเต็มกะทะอีก เลยเอะใจได้ว่าเอ๊ะ อะไรกัน
รึนักบวชผู้นี้จะเป็นพระพุทธเจ้า พอรู้ก็กราบ
แล้วจากนั้นเศรษฐี่ก็เปิดโรงทาน ให้ผู้คนยากไร้
ร้านขนมที่ไปซื้อนี่ก็เป็นสูตรดั้งเดินของเศรษฐี่เลย
ทอดมาตั้งแต่สัมยพุทธกาลละ อร่อยเลย555+
ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะแป๊บเดียวหมด เราเองก็กินเพลินเลยลืมถ่ายรูป
มันมีลักษณะเป็นเหมือนแป้งโรตีหลายๆชั้นทอดกรอบ มี2รสคือเค็มกะหวาน
หวานก็หวาน แต่เค็มก็หวานด้วย เอ๊ะยังไง? เอาเป็นว่าอร่อยมากแล้วกัน
 
 
 
(รูปขาชาหามาจากเน็ต)
 
 
และแล้วเราก็ถึงที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
มันเป็นภูเขาค่ะ เป็นน้ำพุร้อนพุดจากยอดเขาก่อน
แล้วก็ไหลๆลงมาเรื่อยๆเป็ยชั้นๆ แต่วรรณะก็อาบน้ำที่อาบแล้วมาจากวรรณะสูงกว่า
เรียงกันลงมาตั้งแต่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล
เค้าก็จะอาบน้ำแล้วก็ซักผ้าอะไรกันที่นั่นเลยเสร็จสรรพ
อ๋อ…เรื่องการอาบน้ำของแขกพระอาจารย์บอกว่าเค้ามีแนวคิดที่ว่า
ตอนนอนเนี่ย อาบน้ำแล้วก็นอน จะอาบไปทำไม
เค้าเลยอาบน้ำกันวันละหนเดียว คือ อาบแล้วก็ทำงาน
สงสัยว่าเราอาบน้ำวันละ2-3รอบเนี่ย
เค้าจะคิดรึเปล่านะว่าเราสกปรกมากเลยต้องอาบหลายรอบ??
 
 
(ที่อาบน้ำที่ว่า มันสูงขึ้นไปตามภูเขาค่ะ)
 
(ที่อาบน้ำของวรรณะจัณฑาล)
 
 
แล้วก็นั่งรถกันต่อมาจนถึงคุกพระเจ้าพิมพิสาร
เหลือแต่ตอเหมือนกันค่ะ เป็นโบราณสถาน
คุกนี้สร้างโดนพระเจ้าอชาติศัตรูเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
ที่ว่าตอนมเหสีท้องแล้วอยากกินเลือดที่หัวเข่า จำได้นะคะ?
 
เรื่องของเรื่องคือพระเจ้าอชาติศัตรูนี่ยทรงเป็นเพื่อนกับพระเทวทัต
ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธเจ้า แถมเป็นคู่ปรับมาทุกภพทุกชาติอีก
เค้าก็คุยกันประสาเพื่อน
พระเทวทัต"อชาติศัตรูเมื่อไรเธอจะได้เป็นกษัตริย์"
พระเจ้าอชาติศัตรู"เมื่อพ่อตายไง"
พระเทวทัต"เมื่อไรพ่อจะตาย แบบนี้ไม่ได้การนะ เธอต้องกำจัดพ่อซะ
เธอจะได้เป็นกษัตริย์แล้วเราจะได้เป็นพระพุทธเจ้า"
ดังนี้ พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสร้างคุกกำแพงสูง6ชั้นขังพ่อไว้
แล้วครองบัลลังก์ ต่อมาได้คุยกะพระเทวทัตอีก
พระเทวทัต"ได้เป็นกษัตริย์สมใจแล้ว ทำยังไงกับพ่อ"
พระเจ้าอชาติศัตรู "อ๋อ ก็ขังไว้ในคุก"
พระเทวทัต"แล้วทำแบบนั้นพ่อก็ไม่ตายน่ะสิ
เกิดเค้ามาทวงบัลลังก์จะทำไง พ่อต้องตายเท่านั้น"
พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสั่งไม่ให้อาหารพระเจ้าพิมพิสาร
พระมเหสีที่เป็นแม่ของพระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยแอบเอาอาหาร
เอาแป้งใส่มวยผม แล้วเอาเนยทาตามตัวเข้าไปเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสารทุกวัน
พระเจ้าพิมพิสารเลยยังมีชีวิตอยู่มาได้
เมื่อพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ก็เลยสั่งให้พระมารดาห้ามไปเยี่ยมอีกเลย
แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงยังไม่ตาย เพราะคุกอยู่เชิงเขาคิชกูฏ
สามารถมองเห็นกุฏิของพระพุทธเจ้าได้ พระเจ้าพิมพิสารเลยขึ้นไป
ที่ชั้น6 เดินจงกรมทุกๆวัน เลยยังมีชีวิตอยู่ได้
พอพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ ก็เลยบุกไปที่คุกเอง
จับพระเจ้าพิมพิสารผูกไว้กับเก้าอี้โยก แล้วเอามีดกัลบก(มีลักษณะคล้ายมีดโกน)
กรีดเท้าของพระเจ้าพิมพิสารแล้วเอาเกลือกับพริกยัดเข้าไปในแผลแล้วขังลืม
ต่อมามเหสีของพระเจ้าอชาติศัตรู ก็ประสูติพระโอรส
นาทีนั้นพระเจ้าอชาติศัตรูรู้สึกรักลูกและนึกถึงพระบิดาขึ้นมา
ว่าพ่อคงรักเราแบบนี้ จึงรีบเดินทางไปยังคุก
ก็พบว่าพระเจ้าพิมพิสารสิ้นพระชมน์แล้ว ก็เสียใจมาก
และถึงตาตัวเองก็โดนลูกตัวเองฆ่าเหมือนกันเป็นแบบนี้ไปถึง5รุ่น
ส่วนที่โดนกรีดเท้าก็เพราะชาติก่อนนั้นพระเจ้าพิมพิสารใส่รองเท้าเดินย่ำเข้าไปในโบสถ์ค่ะ
 
 
(คุกพระเจ้าพิมพิสาร)
 
 
ก่อนขึ้นรถทุกคนก็เข้าห้องน้ำแบบ Indian Style
คือฉี่กะธรรมชาติ แต่คราวนี้ไม่มีพุ่มไม้เหมาะๆ
เลยต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม คือ "เต็นท์" นั่นเอง
โห…ป้าๆหลานๆ สนุกสนานกันใหญ่
 
 
(นี่แหละอุปกรณ์เสริม)
 
(5555555555+)
 
 
แล้วเราก็เดินทางกลับไปยังพุทยธคยา
ไปที่เจดีย์ที่เดิม แต่คราวนี้ฝนตก พรำๆๆๆๆ
ก็ไม่เป็นไรเดินตากฝนกันไปสักการะหลวงพ่อพุทธเมตตา
ซักพักก็เดินฝ่าดงเด็กมอมและคนขายของกลับขึ้นรถไป
หลังอาหารเย็นแล้วก็ไปซื้อของฝาก
พวกหลานๆเนี่ยที่อยากไปซื้อ
พอไปถึงแล้วแบบ…มันไม่มีไรน่าซื้อเลยอ่ะค่ะท่าผู้ชม
เราแบบเดินอยู่5นาทีแล้วมานั่งพักแล้วอ่ะ
แต่ยายๆเนี่ยไม่อยากไปๆ ได้ของติดมากลับมากันทุกคน
คืนนั้นคืนเดียวนะคะ เงินสะพัดเกิน10,000รูปี
แค่ยายเพ็ญคนเดียวคนขายก็ยอมลดให้คนที่ซื้อต่อจากยายเพ็ญทุกคนเลยค่ะ
มีฉากนึงป๋าติ๋มถามราคาสร้อย
เค้าบอกขายมา1,000รูปี ป้าติ๋มต่อ2เส้น500รูปี
คนขายไม่เดินหนีทันทีนะคะท่านผู้ชม
แต่ขำก่อนแล้วส่ายหน้าสไตล์อินเดีย แล้วเดินไปดูลูกค้าคนอื่น
อืม…ไม่ขายทำไมต้องขำด้วย…
 
ไปถึงร้านกันประมาณทุ่มกลับออกจากร้าน3ทุ่ม
ใช้เวลาช็อป2ชม. มาถึงก่อนกรุ๊ปอื่นๆเลย แต่ก็กลับหลังกรุ๊ปอื่นๆเลย
คือคิดว่าปิดร้านปุ๊บคนขายมันไม่ทำไรแล้วคงนอนเลย55+
 
แล้วก็กลับโรงแรมแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวไปนอนที่พาราณสีคืนถัดไป
คืนนั้นมีแขกมาพักเพิ่มสงสัยไฟจะไม่พอ แอร์เลยไม่ติด
ก็นอนเปิดพัดลมกันไปนะคืนนั้น
 
 
 วันที่3และ4ต้องมาต่อ
เป็นอีกเอ็นทรี่นะคะ
มันโพสต์ไม่ได้จริงๆ
เนื้อที่ไม่พอ
 
 
 
 
 
 
Posted in Uncategorized | 4 Comments

นะ…นะ…นมัสเต เนปาล!!!!

 
(ทำเสมือนหนึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ประเทศเนปาล55+)
 
 
นมัสเตค่ะประชาชน
คราวนี้เราทักแปลกกว่าทุกครั้ง
เป็นเพราะว่ายังอินกะเนปาลไม่หาย
เพิ่งกลับมาจากเที่ยวเนปาลค่ะ
กลิ่นเครื่องเทศยังติดปลายผมอยู่เลยเนี่ย55+
 
เราวางโรปเจ็กต์นี้เมื่อปิดเทอมได้2วัน
ก็เปิดเว็บแล้วโทรไปจองทัวร์เลย
ทริปนี้ประกอบไปได้2บ้าน
คือบ้านเราและบ้านพี่แพร
สิริรวมแล้ว9คน…เลขกะลังสวย
 
เราออกเดินทางกันวันที่20ตค.กลับวันที่24ตค.
ตารางเที่ยวงี้แน่นเอี๊ยดเลยเหอะ
แทบไม่มีเวลาหายใจแต่ก็คุ้ม
 
เพราะเนปาลเป็นประเทศที่น่าประทับใจมาก…จริงๆ
 
เริ่มต้นจากวันที่20
เราไปถึงสนามบินสวรรณภูมิเวลาประมาณ11โมง
 เครื่องบินออกจริงๆประมาณบ่าย2ได้
ก็บ้านไกลเลยต้องไปก่อนอะไรก่อน
 
เนื่องจากว่างมาก
เลยมีเวลาทำอะไรอย่างนี้…
 
 
 
(ชาวนากะควาย เอ๊ย!! ชาวนาหญิงกะชาวนาชาย)
 
 
นั่งเครื่องบินกันเมื่อยตุ๊ซแบบพอประมาณก็ถึงประเทศเนปาล
เค้าก็พาเรานั่งรถบัสฝ่าการจราจรอันสุดจะบรรยายของกาฏมัณฑุ
 
 
(วุ่นวายสุดๆไปเลยค่ะ)
 
 
แต่นั่งออกไปจากสนามบินได้นิดเดียวไกด์ก็พูดออกไมค์ว่า
"มีใครเกินกรุ๊ปเรามาคนนึงรึเปล่าคะ กรุ๊ปเรามี22ทำไมนับได้23?"
ณ นาทีนั้น ข้าพเจ้านึกถึงกุ๊กกู๋ขึ้นมาก่อนเลยค่ะ
แต่ก็ฉุกคิดได้ว่า เอ๊ะกลางวันแสกๆนะ
(สงสัยเดี๋ยวนี้อ่านหนังสือผีมากเกิ๊นจนขึ้นสมอง55+)
แล้วก็มีผู้ชายเบาะข้างๆถามไกด์กลับว่า
"นี่xxxทัวร์รึเปล่าครับ?"
(จำชื่อทัร์เค้าไม่ได้อ่ะเรื่องของเรื่อง)
"ไม่ใช่ค่ะ"ไกด์เราตอบ
……………………
เงียบไปอึดใจนึง
…………………..
"อ่าว…งั้นผมคงขึ้นรถผิดครับ"
 
เอิ่มมมมมมมมมมมมมมมมมม…ม
ข้าพเจ้าพูดได้คำเดียวว่าเอิ่ม
พี่เค้าเลยต้องลงข้างทาง น่าเห็นใจมากอ่ะ
 
แต่เราก็นั่งรถกันต่อไปถึง"วัดพุทธนาถ"หรือ"โบดานาถ"
เป็นวัดทิเบตค่ะ ซึ่งก็เป็นนิกายมหายานนั่นเอง
เราก็เห็นดวงตาเห็นธรรมแล้วก็ไปเดินรูดล้อหมุนกันสนุกสนาน
พร้อมท่อง"โอม มณี ปัทเม ฮุม" ไปด้วย
 
 
(ข้าพเจ้ากะชาวพุทธคนอื่นๆที่วัดพุทธนาถ)
 
 
ตอนไปถึงวัดนั้นก็เริ่มโพล้เพล้แล้วแต่แสงก็ยังพอมีที่จะทำให้เห็น
"แก๊งหลวงพี่บอยแบนด์" (แน่ะ งงอ่ะดิ55+)
ที่เรียกงี้เพราะพระทิเบตคนละนิกายกะบ้านเรา
ไม่เคร่งเท่า ไม่ต้องผมสั้นติดหนังศีรษะตลอดเว
ไม่ต้องโกนคิ้ว และตาโต จมูกโด่ง ขาว หน้าคม หล่อ และเดินเรียงกัน3คน
เราเดินท่อง "โอม มณี ปัทเม ฮุม"อยู่ดีๆ
กลายเป็น "โอม มณี ปัทเม…เฮ้ย!!!! หล่อ!!"
55555555555555+
สะกิดน้องพลอยกะพี่แพรมือพัลวัน
ก็หลวงพี่เล่นหล่อขนาดนั้น…มาอยู่เมื่องไทยซะหน่อยนะคะ
ลวงพี่ได้เข้าวงการแน่นอน
หล่อจริงอ่ะเจ๊ขอเฟิร์มค๊า55+
 
คงมีบางคนสงสัยว่า"นี่มึงกลัวนรกกินกบาลมั่งมั้ย?"
เราก็จะตอบว่า"ก็หน่อยๆ"
เย้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!! 5555555+
คืองี้นะคะๆๆๆๆๆ ที่โน่นเค้านิกายมหายานไงคะ
พระที่นั่นน่ะมีเมียได้ค่ะ โอเคนะ? คำถามเคลียร์นะ??55+
 
 แล้วเค้าก็พาเราไปกินข้าวเย็นแล้วก็ไปส่งที่โรงแรม The Everest Hotel
 
—————————————————————————-
 
วันที่2 – เดินทางไปโภครา
 
 เค้ามอร์นิ่งคอลปลุกเราแต่เช้า
กินข้าวเสร็จก็นั่งไปวัดปศุปฏินาถ
ซึ่งเป็นวัดของพระศิวะ ไปดูพิธีการเผาศพของชาวฮินดู
และแก๊งโยคีสีส้ม(ลุงๆแกใส่ชุดสีส้ม)
 
 
 
(เค้าเผาศพกันริมน้ำค่ะเผาเสร็จก็กวาดเถ้าลงน้ำเลย)
 
(อันนี้กำลังเผา)
 
 
โยคีที่นี่พูดเป็นประโยคเดียว
"เฮลโล่ มันนี่!!"(Hello Money!!)
ฟังแล้วแบบ…เอิ่มมมมมม
 
จากนั้นเราก็นั่งรถ6ชม.เพื่อไปเมืองโภครา
ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวง
 นั่งหลับแล้วหลับอีกดูวิวแล้วดูวิวอีก…กูก็ยังไม่ถึงซะที
ระยะทางประมาณ200กม.แต่ใช้เวลา6ชม.
(มันเป็นทางตามเขาอ่ะค่ะ…ไม่เมารถถือว่าทำบุญมาดี5555+)
 
ระหว่างทางไกด์ก็แจกขนมเป็นระยะๆ
แล้วก็มีแวะซื้อแอปเปิ้ลเนปาลีให้กินระหว่างทาง
 
 
(แอปเปิ้ลหน้าตาคุ้นๆมั้ย??)
 
 
ไปถึงเมืองโภคราก็มืดพอดี
ไปแวะโรงแรมไฟก็ดับ
ไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารไฟก็ยังดับอยู่
แถมเจอยุงตัวเท่าควายเลยค่ะ
น่ากลัวมากเลยทีเดียว
 
กินข้าวเสร็จก็เดินช็อปปิ้งตามร้านต่างๆ
 
 
(ต่อราคากันกระจาย…พี่แพรต่อของเก่งมาก สมแล้วที่เรียนบัญชี555+)
 
 
แล้วเราก็กลับโรงแรม…นอน!!!!
 
——————————————————————————-
 
วันที่3 : ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่มัฉฉาปุชเร นั่งเรือทะเลสาปเฟวา 
ทอพรม น้ำตกเดวี่ เดินทางไปนากาโก๊ต
 
มอร์นิ่งคอลเช้าสุดๆๆๆๆๆๆๆ
เพื่อเดินทางไปดูพระอาทิตยืขึ้นที่ยอดเขามัฉฉาปุชเร(ยอดเขาหางปลา)
ตื่นเช้าทรมานมากแต่สวยมากเลย
สรุปคือ…คุ้ม!!!!
 
 
 
 
 
 
(สวยชวนตะลึงอ่ะ)
 
(ทุกคนกะหิมาลัย)
 
 
แล้วเราก็กลับไปโรงแรมเพื่ออาบน้ำแต่งตัวกินข้าว
แล้วก็ออกเดินกันไปที่ทะเลสาบเฟวาเพื่อรั่งเรือชมทะเลสาบ
ตอนแรกเรานึกว่าเป็นเรือแบบใหญ่ๆหน่อย
แต่เปล่าค่ะ…เป็นเรือพาย
เค้าให้นั่งกัน4คนแต่ลำเรานั่งกัน5คนและหนักแบบตัวพ่อ2คน
มีเรา พี่แพร น้องพลอย น้องเพื่อน และน้องพร้อม
 เป็นการนั่งเรือที่ระทึกทีเดียว เพราะเรานั่งก็คุยกันไป
แซวน้องเพื่อนสนุกสนาน พอแซวมันหนักๆเข้า
เฮียแกนั่งหัวเรือใช่ป่ะ โคลงเรือซะงั้น!!!
ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกันไป…แถมเรือเราว่ายน้ำกันเป็นทุกคนเชีย(ประชด)
 
 
(บรรยากาศบนเรือ)
 
 
เสร็จจากเรือเราก็ไปทอพรมที่ศูนย์อพยพทิเบต
(จริงๆแล้วเค้าไม่ได้พาเราไปทอพรมหรอกเค้าพาไปเที่ยวเฉยๆ)
พาลงจากรถก็ไปเจออาม่านั่งปั่นด้ายขนแกะอยู่
เค้าให้เราเข้าไปดูโรงงานทอพรมได้ เราก็เข้าไป
มีอาเจ๊กวักมือเรียกไปดูเค้าทอพรมเราก็ไปนั่งข้างๆเลย
เค้าจับมือเราทำประมาณ10เที่ยวเราก็ยัง…ทอไม่เป็น
น้องพลอยยืนดูอยู่ข้างหลัง พอเราลุกปุ๊บ น้องพลอยมานั่ง
แล้ว…ทำได้อย่างคล่องแคล่ว!!!!
ไกด์บอกว่ากลับไปบ้านแล้วส่งเรซูเม่มาได้เลย
เดี่ยวเค้าไปเอาสมัครกะโรงงานให้55555+
 
 
(อาม่าชาวทิเบต)
 
(น้องพลอย…ชำนิชำนาญเชีย55+)
 
 
จากนั้นก็ไปเที่ยวน้ำตกเดวี่(สวยมาก)
แล้วก็ไปกินข้าวแล้วก็ไปรอเครื่องบินที่สนามบิน
พลางทำกิจกรรมโปรด…
ก็เล่นไพ่ไงคะ!!!!
โห…วงสลาฟกันกลางแอร์พอร์ต5555+
 
 
(น้ำตกเดวี่)
 
(พี่เสื้อลายสก็อตอ่ะ…สลาฟถาวร5555+)
 
 
แล้วก็นั่งเครื่องจากกาฏมัณฑุเพื่อนต่อรถไปนากาโก๊ต
โห!!!! ตูดแทบเป็นตะคริว
เพราะมัน…นานโคตรรรรรรรรรรรรรรรรร
 
 ———————————————————————————
 
วันที่4 : ปักตาปูร์ ปาทัน เดินในกาฏมัณฑุ ทาเมล
 
เค้าพาเราไปเมืองปักตาปูร์ รู้สึกว่าจะเป็นวังเก่าน่ะ
ซึ่งเป็นเมืองที่สวยมาก
สถาปัตยกรรมในเมืองก็เป็นแบบโบราณอยู่เลย
 
 
 
 
 
(กะพ่อแม่แล้วก็น้องเพื่อน-เชื่อยังว่ากูตัวเล็กสุดแล้วในบ้านค่ะ!!)
 
 
แล้วก็ไปเดินในเมืองปาทัน
 
 
 
 
(รูปเมืองปาทัน)
 
 
เดินในเมืองกาฏมัณฑุ
 
 
 
 
(กาฏมัณฑุ)
 
 
แล้วก็เดินไปทาเมลซึ่ง…ไกลมากกกกกกกกกกกก
แต่ก็เดินดูทางดูของไปเรื่อยๆเพื่อไปกินข้าวเย็น
และจังหวะนั้นเองที่ข้าพเจ้าเป็น
อาหารเป็นพิษ(ไม่ไหวเลย…จริงๆ)
 
 
(เดินช็อปกันหมดแรงกะแม่ที่ทาเมล)
 
เดินช็อปอะไรเสร็จสรรพก็2ทุ่ม
กว่ารถจะมรับก็2ทุ่มเครึ่งกว่าได้มั้งนะ
ถึงโรงแรมประมาณ3ทุ่ม นอน หลับ เป็น ตาย
 
————————————————————-
 
วันสุดท้าย : บินกลับกรุงเทพ
 
 
 
  
  
  
  
 (ประมวลรูปภาพที่ถ่ายจากมือถือฮ่ะ)
 
 
เอ็นทรี่นี้ใช้เวลาอัพนานจริงๆ
รูปเยอะมาก55+
 
ขอบคุณมิตรรักแฟนเพลง
ที่อ่านจบมาถึงตรงนี้นะคะ55+
 
ขอให้ทุกคน
สมหวังในความรักค่า
 
 
 
Posted in Uncategorized | 16 Comments

National Security Development Camp#2

 
 
มาแล้วค่ะประชาชน
กะเอ็นทรี่ที่รอคอย
(ทุกคนปากขมุบขมิบว่า…ใครคอยมึงวะคะ??)
ก็เอาเป็นว่าเราคอยคนนึง…คอยอัพ5555+
 
ก่อนอื่นเรามีคอลเล็กชั่นสาวสวยมาโชว์กันนะคะ
(ก๊ากกกกกก…ช่างกล้า…ใครไม่ชม…กูชมตัวเองก็ได้ค่ะ55+)
 
 
(เอ๊ะ…ผิดคน…นี่มันโจโจ้ซังนี่นา5555+)
 
  
  
  
  
(มีรูปบ้ากันเป็นคอลเล็กชั่นอีกแล้ว5555+)
 
หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าเราไม่ทำบ้าๆบอๆแล้วเราจะดูเป็นยังไง
ได้ค่ะ…เรามีคำตอบให้ท่าน5555+
จัดไปค่ะ…จัดไป
 
 
  
(อ่ะ…เอ่อ…จะฝันร้ายกันรึเปล่า5555+…ไม่รับผิดชอบนะ)
 
รูปก็มาบ้างแต่ว่ายังไม่เต็มรูปแบบ
ก็มาเริ่มจากเสาร์ที่ผ่านมา
เราได้ไปเข้าค่ายของวิชาNAT SEC รอบ2 ที่สัตหีบมา
ไปคราวนี้มิได้ค้าง แต่ว่าก็ยังสนุกสนานเช่นเคย
 
(เสื้อสกรีนชื่อวิชา)
 
เริ่มจากเราขึ้นรถบัสของรร.ตท.เจ้าเก่า(แต่รถใหม่)
ที่หน้าหอในตรงข้างตอ.กะคณะสถาปัด(คณะแฟนๆ5555+)
รถออกตี5.45 แล้วก็ไปที่อนุสรณ์
ซิ้มหมูปิ้ง เข้าห้องน้ำเสร็จรถก็ออก โดยที่ไม่มีกัน
เพราะกันเข้าใจว่ารถออก7โมง
แต่เปล่า…เค้าไม่รอเลย(น่าสงสารจริงๆ)
สรุป…โจโจ้ซังกูตกรถค่ะ555555+
แต่ก็ได้จักรเช็คชื่อแทนไปอะไรไป
 
ก็หลับกันไปตลอดทาง
แม้ว่าคนอื่นจะนั่งจั่วไพ่บ้าง…แต่เราไม่ไหว ตื่นเช้าเกิ๊นนน
 
ตื่นมาก็ถึงทะเลพอดี ตื่นเต้นดี๊ด๊าไปพร้อมๆกะการชะโลมครีมกันแดด
แดดแรงมากกกกกกกกกก…ก
พระเจ้า ไอ่ดำก็รู้ว่ายังไงก็ดำแต่แบบ มะเร็งล่ะ??
กลัวตรงจุดนี้อยู่อะไรอยู่55555555+
 
เราเดินไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเพื่อไปเกาะแสมสาร
เมาเรืออี๊กค่ะกู…น่าสงสารมาก
ต้องขอยาเพื่อนมากินแก้เมาเลยทีเดียว
 
แต่กระนั้น…แม้ว่าเมาก็ตามเราก้ยังสามารถ
 
ถ่ายแบบ
(ได้อยู่5555+)
 
(รูปแรกของวัน…กูคะแรงได้อีกค่ะ555+)
 
(ถ่ายกะเรือที่ใช้ใส่รถถังเชียวน้า)
 
 
(โปรดสังเกตที่นิ้วก้อยจักร5555+)
 
 
(รูปรวม)
 
พอนั่งเมาไม่มีไรทำก็นั่งพับผ้าเช็ดหน้ากันแล้ว
พับ"นม" โดย ฉัตรพลครีเอชั่น5555+
แต่เราเอามาทำเป็นหูแมวนั่นเอง…
 
 
(น่ารักเหมือนคอสเพลย์มั้ยคะ??…ก๊ากกก)
 
พอขั้นฝั่งก็ฟังบรรยายพร้อมเดินทัศนศึกษาป่าบนเกาะ
ซึ่งเกาะนั้นสวยมาก
แต่ก็ร้อนมากกกกกกกกกกกกก…ก เช่นกัน
ดำกันเป็นแถบๆเลยค่ะพี่น้องคะ
 
 
(บนเกาะค่ะ)
 
ถ่ายแบบมาเป็นจำนวนมาก
ตอนนี้กะลังรอว่ามีเมวมองที่ไหนเค้าสนใจรึเปล่า
อินางแบบ2คน อ้วนคนผอมคน
แต่หน้าด้านทั้ง2คน
ก๊ากกกกกกกกกกกกกก…ก
 
 
 
 
 
(อยากเห็นรูปแบบหญ่ๆ…ไปดูในphotoได้ค่ะ)
 
 
(ปูนบอกว่าเหมือนคู่ผัวเมียตาบอด)
 
(หนูกลัวผิวเสียค่ะ55+)
 
พอเดินเกาะเสร็จก็นั่งเรือกลับมาอีก
ก็ดีนะที่ไม่เมาอีกรอบ
แต่รู้อย่างเดียวว่าร้อนมาก
ร้อนเหลื๊อเกินเลยค่ะ
กินข้าวก็ประนึ่งปิกนิค
เพราะข้าวคนละกล่องแล้วนั่งจ้วงกันบนสนามหญ้า
อืมมม…ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ5555+
 
พอบ่ายเราก็ไปฟังบรรยายเรื่อง…เรื่องอะไรนะ??
หลับอ่ะเลยฟังไม่จบ5555+
แต่รู้ว่าผู้บรรยายหล่อ…หล่อมาก(เสื่อมว่ะค่ะกู55+)
 
แล้วเค้าก็ให้เราไปเดินตามพิพิธภัณฑ์
ซึ่งสวยมากแล้วก็ชิคมากเลยค่ะ
หนูช๊อบบบบบบบบบบ…ชอบ 5555555+
 
(หน้าได้อยู่…หนักเชีย555+)
 
(ให้อาหารไดโนเสาร์)
 
(ร้อน…เร่า5555+)
 
(ชะนี2ตัว)
 
(สัตว์เสี้ยงตัวใหม่…ใครเลี้ยงใครกันแน่??55+)
 
แล้วเราก็กลับกัน
โดยที่หลับกันทั้งรถ
แต่แล้วตอนแวะซื้อของฝากนั่นเอง
ที่เรากะฉัตรพลได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
นั่นก็คือ
 "คลิป4แพร่ง ตอน เที่ยวบินมรณะ"
ซึ่งตัวแสดงเองคือเรา(เป็นพิม)
และฉัตรพล(เป็นปริ๊นเซสโซเฟีย)

 http://media.imeem.com/pl/vCqMFt28J3/aus=false/pv=2/

2อันมันต่อกันนะคะ…เล่นอันแรกจบก่อนค่อยดูอันนี้ต่อ

 http://media.imeem.com/v/EOdbObMKkB/aus=false/pv=2

 
 
อ่านมาถึงตรงนี้…ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง
 
เราก็สมนาคุณให้ท่าน(ทุกที)ด้วยการอวยพร
 
ขอให้สมหวังในความรัก
กันถ้วนหน้านะค๊า
 
 
 

Posted in Uncategorized | 18 Comments